,

“เด็กทุกคนต่างต้องการถูกมองเห็น” เปิดตลาดวิชาว่าด้วย “ทักษะการโค้ช” กับ อาจารย์เปิ้ล-อธิษฐาน์ คงทรัพย์

ในบทบาทของการเป็นครู ความทุ่มเทมักเป็นพื้นฐานที่ครูมีให้ผู้เรียนอยู่เสมอ หลายคนเตรียมแผนการสอนมาอย่างดี ค้นคว้าหาเทคนิคใหม่ๆ มาถ่ายทอด แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งเรามักพบสถานการณ์ที่ “การสอน” เพียงอย่างเดียวอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้เรียนไม่พร้อมรับฟัง การสื่อสารที่เหมือนจะสวนทางกันระหว่างครูกับผู้เรียน หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่เรายังเข้าไม่ถึงวิธีคิดที่แท้จริงของเด็กๆ เพื่อจะสนับสนุนให้เขาเติบโตได้อย่างที่ตั้งใจ

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความผิดพลาด แต่คือโจทย์สำคัญว่าเราจะชวนเด็กๆ คุยอย่างไรให้เห็นภาพร่วมกัน จะใช้คำถามแบบไหนที่จะช่วยเปิดใจให้การเรียนรู้เกิดขึ้นท่ามกลางความหลากหลายของเด็กแต่ละคนได้มากขึ้น โดยเฉพาะในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันเช่นนี้ 

นี่จึงเป็นโจทย์หลักของ “ตลาดวิชา” ภายใต้โครงการ “โรงเรียนปล่อยแสง สังกัด กทม.” เช่นกันที่อยากรวบรวมเครื่องมือการทำงาน ให้ตรงกับความต้องการของครูยุคใหม่โดยเฉพาะ เพื่อเติมเต็มการทำงานของคุณครูมากยิ่งขึ้น  จนเกิดเป็นวิชาสำคัญวิชาหนึ่ง คือ   

“ทักษะการโค้ชเพื่อครู” 

“เรามองว่าทั้งครูที่มีความเป็นผู้สอนและครูที่มีความเป็นโค้ช ทั้งสองแบบมีความสำคัญ  เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนครูอาจจะมีเครื่องมือในการสอนอย่างเดียว แล้วอาจจะไม่พอกับบางสถานการณ์ที่จะต้องทำงานลึกลงไปข้างในใจของคน บางทีสอนไปแล้วเขาอาจจะยังมีประเด็นติดขัดอะไรบางอย่างข้างใน การโค้ชจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้ค้นหาได้ว่าอะไรคือจุดติดขัด และอะไรคือศักยภาพที่จะช่วยเขาปลดล็อกตัวเองได้”   

ชวนคุยกับ อาจารย์เปิ้ล— อธิษฐาน์ คงทรัพย์ หนึ่งในคนสำคัญผู้ริเริ่มและออกแบบวิชาทักษะการโค้ชเพื่อครูถึงที่มาที่ไป เนื้อหาสาระ และหมุดหมายปลายทางของวิชานี้ต่อครูผู้ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง 

ก่อร่างสร้างขึ้น

วิชาทักษะการโค้ชไม่ได้เริ่มต้นจากทฤษฎีที่เข้มข้น แต่เติบโตจากการที่ทีมก่อการครูได้สัมผัสหน้างานจริง จนพบ “ช่องว่าง” ที่น่าสนใจในการทำงานของคุณครู

“เราเริ่มต้นจากความเชื่อว่า งานของครูไม่ได้มีเพียงเรื่องวิชาการ แต่เป็นเรื่องของการดูแลชีวิตคนด้วย ‘ทักษะการโค้ช’ จึงเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์มาก เพราะจะช่วยให้ครูกลับมาเป็นผู้ฟังที่ดี และช่วยเสริมพลังให้กับทั้งเด็ก ครู เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ผู้บริหารได้อีกด้วย”

อาจารย์เปิ้ลขยายความต่อว่า “โดยเฉพาะกับเด็กยุคนี้ การเดินไปบอกหรือสอนว่าต้องทำอย่างไร บางทีเขาไม่เปิดใจรับ เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว การสอนแบบเดิมอาจไม่ตรงกับสภาพสังคมปัจจุบัน แต่การโค้ชจะเข้ามาเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ เป็นการดึงศักยภาพเชิงบวกในตัวเขาออกมาผ่านการฟังและการตั้งคำถาม

“เมื่อคนเราเติบโตจนถึงจุดที่อยากค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง การโค้ชจะเป็นตัวช่วยให้เขากลับมาเจอคำตอบที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเขาเอง และการที่เขาค้นพบมันด้วยตัวเองนี่แหละ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ลึกซึ้งจริง ๆ”

อาจกล่าวได้ว่า ‘ช่องว่าง’ ที่มองเห็นจากหน้างานของคุณครู คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้วิชาทักษะการโค้ชถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลง ‘กระบวนทัศน์’ (Paradigm) ของการพัฒนามนุษย์ จากการชี้แนะเพียงฝ่ายเดียว สู่การเสริมศักยภาพให้มนุษย์ค้นพบคำตอบในตัวเองผ่านการฟังและการตั้งคำถามที่มีพลัง 

ห้องเรียนทักษะการโค้ช

เมื่อชวนสนทนาต่อถึงห้องเรียนทักษะการโค้ช อาจารย์เปิ้ลขยายความให้เห็นโจทย์สำคัญของการออกแบบวิชานี้ว่า คือ “การทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องที่ใช้ได้จริง” โดยทีมได้ย่อยหลักสูตรการโค้ชที่ปกติต้องใช้เวลาเรียนนับร้อยชั่วโมงให้เหลือเพียง 2 วันที่เข้มข้นและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของครูให้ได้มากที่สุด

“เหตุผลอย่างแรก คือ เรื่องเวลาของครู การจะปลีกตัวมาเรียนรู้อะไรนานๆ มันยาก เพราะฉะนั้นเนื้อหาต้องกระชับและสั้น ใน 2 วันนี้เราจึงเลือกเฉพาะประเด็นที่คิดว่าจำเป็นและสำคัญกับครูจริงๆ”

เนื้อหาในวันแรกเริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจว่า ‘การโค้ช’ คืออะไร โดยมุ่งเน้นให้คุณครูแยกแยะความแตกต่างระหว่างเครื่องมือพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่มีความหลากหลาย อาจารย์เปิ้ลย้ำว่า การสอน (Teaching) ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีและยังคงมีความจำเป็นในบางสถานการณ์ แต่การโค้ชคืออีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ

“นอกจากพื้นฐานความเข้าใจแล้ว เรายังชวนมองหลักการคิดหรือ Mindset ของคนเป็นโค้ชด้วยว่า เขามีวิธีมองโลกหรือมีกรอบคิดอย่างไร ซึ่งตรงนี้จะมีอยู่ 4-5 ด้านที่เราแนะนำให้ครูรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อมั่นในศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ การเชื่อว่าทุกคนมีอิสระที่จะเลือกเส้นทางของตัวเอง ความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด และการเคารพในความแตกต่างหลากหลาย”

เพื่อให้ครูเข้าใจมนุษย์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น ห้องเรียนนี้จึงชวนมองผ่าน โมเดลภูเขาน้ำแข็ง (The Iceberg Model) ที่เปรียบเทียบว่าพฤติกรรมภายนอกที่เราเห็นคือส่วนยอดที่พ้นน้ำ แต่แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงคือส่วนที่อยู่ใต้น้ำ ทั้งความรู้สึก ความคาดหวัง ความต้องการลึกๆ (Yearnings) ไปจนถึงระดับตัวตน (Self) การโค้ชจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูมองทะลุยอดภูเขาน้ำแข็งลงไปทำความเข้าใจสิ่งที่เด็กไม่ได้แสดงออกมา

อาจารย์เปิ้ลยังเน้นย้ำถึง ‘ทักษะการฟัง’ เพื่อยกระดับการฟังให้เห็นถึงมิติที่ซ่อนอยู่ภายใน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับที่เริ่มจากจุดเล็กๆ ในตัวเราขยายวงออกไปสู่คนรอบข้าง เริ่มต้นที่ ‘การฟังตัวเอง’ เพื่อรับรู้ความรู้สึกและเสียงสะท้อนภายในของครูผู้ฟังเองเสียก่อน จากนั้นจึงขยับสู่การ ‘ฟังผู้อื่น’ อย่างตั้งใจเพื่อให้ได้ยินถึงสิ่งที่อยู่ลึกไปกว่าถ้อยคำ ทั้งความรู้สึก คุณค่า และความต้องการเบื้องลึกที่อีกฝ่ายกำลังสื่อสาร และระดับที่ลึกลงไปอีกคือ ‘การฟังสรรพสิ่งทั้งมวล’ ซึ่งเป็นการฟังด้วยญานทัศนะและอยู่กับปัจจุบันขณะ เพื่อให้เราสามารถรับรู้ถึงบรรยากาศและพลังงานโดยรวมที่เกิดขึ้นในบทสนทนาเหล่านั้นได้ทั้งหมด

เมื่อครูเริ่มฟังเป็น เครื่องมือถัดมาคือ การตั้งคำถามทรงพลัง (Empowering Questions) ซึ่งเน้นการใช้คำถามปลายเปิดอย่าง‘อะไร’ หรือ ‘อย่างไร’ เพื่อให้เด็กเกิดการตระหนักรู้และมองเห็นทางออกด้วยตัวเอง แทนการถามว่า ‘ทำไม’ ที่อาจสร้างความรู้สึกถูกสอบสวนจนเด็กปิดใจ จากนั้นในวันที่สอง เนื้อหาจะขยับไปสู่ทักษะที่ละเอียดขึ้นอีกประมาณ 14-15 ทักษะ เพื่อช่วยให้บทสนทนามีมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการนำเครื่องมืออย่าง GROW Model (Goal, Reality, Options, Way Forward) มาใช้เป็นแผนที่นำทางสำหรับผู้ที่ยังกังวลว่ากระบวนการโค้ชควรจะเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างไร เครื่องมือนี้จะช่วยให้ครูเห็นโครงสร้างและลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการหลงประเด็น อย่างไรก็ตาม อาจารย์เปิ้ลย้ำว่า

“กระบวนการนี้ไม่ได้มีความแข็งตัวแบบเส้นตรง แต่หัวใจสำคัญคือความเป็นธรรมชาติที่ครูสามารถปรับเปลี่ยนและลื่นไหลไปตามบริบทได้เสมอ”

อีกสิ่งที่สำคัญมากในห้องเรียนนี้คือ การเปิดพื้นที่ให้คุณครูได้ฝึกปฏิบัติจริง โดยอาจารย์เปิ้ลจะจัดชั่วโมงให้ครูได้ลองสวมบทบาทร่วมกับเพื่อนครู เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง และมีการสาธิตวิธีการโค้ชให้เห็นก่อนลงมือฝึกจริง

“เพราะเขาจะเห็นเองว่าเวลาเจอคำถามที่ทรงพลังจนปลดล็อกวิธีคิดได้ มันทรงพลังขนาดไหน หรือเวลาที่เขาเจอคำตอบที่ใช่ด้วยตัวเอง มันเป็นอย่างไร”

คืนพลังและอำนาจในการเรียนรู้

กระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดที่ถูกออกแบบมาอย่างเข้มข้นดังที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้คุณครูได้รับเครื่องมือใหม่ ๆ เท่านั้น หากแต่หมุดหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนบรรยากาศในโรงเรียนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเติบโตผ่านครูผู้เป็นโค้ช โดยอาจารย์เปิ้ลได้สะท้อนถึงผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากคุณครูที่นำทักษะเหล่านี้ไปใช้ในสถานการณ์จริงในหลายแง่มุมว่า

“ครูหลายคนกลับมาบอกเราว่า เขาสามารถรับฟังเด็กได้ดีขึ้น บางคนนำไปใช้กับเคสที่ยากและซับซ้อน ทั้งปัญหาชีวิตและความสัมพันธ์ พอครูเข้าไปช่วยคลี่คลายผ่านการฟังและการโค้ช พื้นที่ของความไว้เนื้อวางใจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กจะเริ่มเปิดใจว่าครูคนนี้คือคนที่เขาปรึกษาได้ และเริ่มเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือเอง โดยที่เขาไม่รู้หรอกว่าครูใช้เทคนิคอะไร แต่เขารู้สึกได้ว่าคุยแล้วสบายใจขึ้น และมองเห็นคำตอบว่าจะจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไรต่อไป”

อาจารย์เปิ้ลยังเสริมต่ออีกว่าสิ่งที่วิชานี้เน้นย้ำคือ Coaching for Transformation หรือการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับความคิดและความเชื่อ ซึ่งยั่งยืนกว่าการปรับเพียงพฤติกรรมภายนอก เพราะพฤติกรรมคือภาพสะท้อนจากสิ่งที่อยู่ภายใน หากเราใช้เพียงการดุหรือการลงโทษเพื่อหยุดพฤติกรรมเด็ก อาจจะได้ผลเพียงสถานการณ์เฉพาะหน้า ตราบใดที่แนวคิดยังไม่เปลี่ยน เขาก็จะกลับไปทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ในมุมที่ครูมองไม่เห็นเพื่อเลี่ยงการถูกทำโทษ

“ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก ‘ข้างใน’ หรือการทำงานกับความคิดและความเชื่อที่ติดขัดอยู่ หลายครั้งความเชื่อเหล่านั้นเกิดจากการคิดไปเองหรือถูกปลูกฝังมานานจนไม่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบันแล้ว การโค้ชจะช่วยให้ทั้งครูและเด็กเกิดการตระหนักรู้จนสามารถคลี่คลายปมเหล่านั้น เพื่อสร้างความสอดคล้องใหม่ภายในตัวเอง”

ปลายทางของวิชาทักษะการโค้ชเพื่อครู จึงเป็นการ “คืนพลังและอำนาจในการเรียนรู้” ให้แก่กัน ทำให้ทั้งครูและนักเรียนมองเห็นความเป็นมนุษย์และศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน

“เราเชื่อว่าเด็กทุกคนต้องการการถูกมองเห็น ทักษะการโค้ชจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ครูมองเห็นพลังในตัวเด็ก และที่สำคัญที่สุด คือการทำให้เด็กคนนั้นกลับมาเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองอีกครั้ง” อาจารย์เปิ้ลกล่าวสรุปถึงความงดงามของการเรียนรู้ที่งอกงามจากการได้ยินเสียงของกันและกัน

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางทีเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับครูอาจไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เป็นความสามารถในการนั่งลง รับฟังอย่างลึกซึ้ง และตั้งคำถามที่จะช่วยนำทางให้เด็ก ๆ ค้นพบคุณค่าในตัวเองได้อย่างสง่างามก็เป็นได้ 

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ