การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency-based Learning) เป็นคำที่คุ้นเคยของคนในแวดวงการศึกษามาระยะหนึ่ง ซึ่งอาจสร้างความรู้สึกให้เกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามความรับรู้ ความเข้าใจ รวมถึงความสัมพันธ์ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) มักนำแนวคิดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะมาใช้ ซึ่งฐานคิดและวิธีการนั้นมีนัยยะสำคัญที่แตกต่างกับวัฒนธรรมศึกษาในรูปแบบเดิม มุมการเรียนรู้ถูกขยับจาก ‘ต้องรู้อะไร’ ไปสู่ ‘ต้องปฏิบัติหรือประยุกต์ใช้สิ่งที่ต้องเรียนรู้นั้นอย่างไร’ ซึ่งแนวทางดังกล่าวเขยิบมุมมองการออกแบบการเรียนรู้ไปทั้งกระบวนการ)
อย่างไรก็ตาม พบว่า ครูและโรงเรียนหลายแห่งเผชิญกับความท้าทายในการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลที่อิงคำว่า ‘สมรรถนะ’ ความพยายามในหลายหน่วยงานที่พยายามจัดการอบรมเพื่อพัฒนาครูให้สามารถออกแบบการเรียนรู้บนฐานสมรรถนะได้สร้างประโยชน์ในระดับวิธีคิดหากแต่ในระดับวิธีการยังนับว่าห่างไกล ทำให้หลายครั้ง คำว่า ‘การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ’ เป็นเหมือนยาขมหรือสิ่งที่สร้างความกังวลให้กับครูหรือผู้มีหน้าที่ในการจัดการเรียนรู้มากกว่าที่จะสร้างความรู้สึกในแง่บวก ทำให้ครูต้องมองหาเครื่องมือหรือตัวช่วยเพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างการเรียนรู้ และการประเมินผลให้ตอบโจทย์กับหลักสูตรฐานสมรรถนะมากยิ่งขึ้น
สาระสำคัญของการจัดการเรียนรู้และประเมินสมรรถนะคืออะไร และทำอย่างไรได้บ้าง นี่คือโจทย์หลักของบทความนี้ ซึ่งได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับ อ.เด้นท์–ศราวุธ จอมนำ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และครูแกนนำจากเครือข่าย ‘ก่อการครู Bangkok’ ได้แก่ ครูอับดุลย์ – ศิโรจน์ ชนันทวารี ครูโบว์ – ลัดดาวรรณ ทองถาวร และ ครูยุทธ ขวัญเมืองแก้ว ทีมผู้ออกแบบรายวิชาการจัดการเรียนรู้และประเมินสมรรถนะ ภายใต้โครงการโรงเรียนปล่อยแสง กทม.

ทำไมต้องทำ ‘วิชาการจัดการเรียนรู้และประเมินสมรรถนะ’
ทีมสะท้อนถึงเหตุผลหลักในการจัดทำรายวิชานี้ เนื่องจากปัญหาที่ครูจำนวนมากกำลังเผชิญเมื่อต้องอยู่ในลู่ของ ‘การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ’ ลู่ที่พวกเขาอาจยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งนี้มากนัก และกำลังเผชิญกับความกังวลหรือความท้าทายที่ต้องจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตร
ความท้าทายที่ครูสังกัด กทม. ต้องเผชิญ คือ โรงเรียนฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมของ กทม. มีทั้งหมดจำนวน 73 โรงเรียน หลายโรงเรียนที่เข้าร่วม ได้ขับเคลื่อนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหรือในขณะที่โรงเรียนที่เพิ่งเข้าร่วมพื้นที่นวัตกรรม โดยใช้หลักสูตร การสอน และสื่อต่าง ๆ ที่อิงฐานสมรรถนะ ซึ่งบางครั้งครูรู้สึกว่าห้องเรียนที่ทำนั้นดีมาก ผู้เรียนมีความสุข มีสื่อการสอนต่าง ๆ ที่เหมาะสม แต่สิ่งที่จะช่วยบอกว่าสิ่งที่ครูทำตอบเป้าหมายตามสมรรถนะการเรียนรู้ที่ทาง กทม.กำหนดไว้หรือไม่ คือ การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นความท้าทายที่ครูหลายคนต้องเผชิญ ดังนั้น วิชานี้จึงถูกออกแบบขึ้นมาบนฐานคิดว่าควรมีเครื่องมือหรือวิธีการในการช่วยครู กทม. ให้เข้าใจเรื่องทั้งในระดับฐานคิดและแนวทางการปฏิบัติเรื่องการวัดและประเมินผล นับตั้งแต่การประเมินระหว่างทางไปจนถึงปลายทาง เพื่อช่วยให้ครูได้รู้ว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ตนออกแบบนั้นตรงตามเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้และผู้เรียนเกิดสมรรถนะตามที่คาดหวังหรือไม่
ความท้าทายสำคัญอีกประการของครูสังกัด กทม. คือ โรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมจะมี 3 รูปแบบ บางโรงเรียนใช้หลักสูตรแกนกลาง 2551 บางโรงเรียนปรับเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะเลย และบางโรงเรียนใช้ทั้งสองรูปแบบผสานกัน ดังนั้น ปัญหาสำคัญรอยต่อของการส่งผ่านระหว่างผู้เรียนที่เรียนในหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ไปศึกษาต่อในหลักสูตรแกนกลาง 2552 กล่าวคือ เมื่อนักเรียนจากโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะต้องไปเรียนต่อในโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรแกนกลาง 2551 ทำให้ครูต้องทำเอกสารประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปพ.) ทั้ง 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่อิงสมรรถนะทั้ง 7 ของโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม และรูปแบบเดิมที่อิงตามหลักสูตรแกนกลาง นี่จึงเป็นที่มาว่าจะมีเครื่องมือวัดและประเมินผลใดที่ช่วยให้ครูสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งสองรูปแบบ
ขณะเดียวกัน ครูหลายคนต้องรับแนวคิดเรื่องการศึกษาฐานสมรรถนะมาโดยที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้มากนัก รวมถึงมีหลายองค์กรที่พยายามนำเสนอแนวคิดและเครื่องมือที่ช่วยให้ครูจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะได้ ซึ่งอาจมีการให้ความสำคัญในบางมิติที่ต่างกัน วิชานี้จึงต้องการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจถึงแก่นหลักของการเรียนรู้ฐานสมรรถนะที่มีร่วมกัน นั่นคือ การประเมินที่มุ่งเน้นความสำคัญไปยังสมรรถนะของผู้เรียนมากกว่าการประเมินเพื่อตัดสิน ซึ่งในแง่นี้ เรากำลังพูดถึงการประเมินผลที่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการของผู้เรียนมากกว่าการตัดสินเพื่อเปรียบเทียบหรือตัดสินผู้เรียน
จากการดำเนินการของโมดูลการเรียนรู้ที่ผ่านมา เพื่อให้แนวปฏิบัติและแนวคิดดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน การอบรมได้เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมจากครูในสังกัด กทม. ที่เข้าร่วมให้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์เดิมที่มีต่อการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ และการประเมินในแบบที่เข้าใจ ก่อนถ่ายโอนความเข้าใจในรูปแบบสมรรถนะให้เห็นว่าท้ายที่สุดหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ นั่นคือ การปฏิบัติและมุมมองการพัฒนาที่บอกสถานะการเรียนรู้ตามช่วงเวลาของผู้เรียนมากกว่าการตัดสิน เพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับมาสู่ครูผู้ออกแบบว่าจะต้องออกแบบการเรียนรู้อย่างไรเพื่อให้มีความหมายและตรงตามจังหว่ะการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละคนมากที่สุด วงจรนี้จำหมุนวนไปตลอดกระบวนการจนสิ้นสุดการเรียนรู้ของรายวิชา

เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงก่อนนำไปปรับใช้
จุดเด่นของการเรียนรู้ในวิชานี้ที่มีความแตกต่างจากที่อื่น นั่นคือ การใช้วิธีการปฏิบัตินำแล้วเชื่อมโยงด้วยทฤษฎี กล่าวคือ วิชานี้ใช้วิธีการ Demo Class เป็นตัวนำ โดยใช้กระบวนการผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน ให้ครูทดลองเป็นผู้เรียนในชั้นเรียนฐานสมรรถนะและทำกิจกรรมการเรียนรู้ก่อน เพราะเชื่อว่ากระบวนการสอนนั้นไม่ใช่กระบวนการที่ตายตัวและครูแต่ละคนต่างมีลักษณะการสอนของตนเองที่แตกต่างกันออกไป นี่จึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแรกของกระบวนการเป็นเสมือนการเปิดชั้นเรียนแลกเปลี่ยนวิธีการ จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมถอดกระบวนการเบื้องหลังของการออกแบบชั้นเรียนว่ามีแนวคิด แนวทาง กิจกรรม สื่อ และการประเมินเป็นอย่างไรธรรมชาติของการสอนที่ดูปกติ กลับมีชีวิตชีวาผ่านการแลกเปลี่ยน และมองไปถึงการเชื่อมโยงไปที่สมรรถนะว่ากระบวนการดังกล่าวนั้นซ่อนสมรรถนะอะไรอยู่บ้าง กระบวนการเปิดชั้นเรียน จึงเป็นพื้นที่ทางประสบการณ์ร่วมระหว่างครู เพื่อเชื่อมไปสู่งชั้นเรียนที่พัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน
นอกจากนี้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ปัญหาสำคัญเมื่อกล่าวถึงการประเมินสมรรถนะของพื้นที่นวัตกรรมในจังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดที่เข้าร่วมภายหลังและไม่มีเจ้าภาพหลักในการช่วยดูแล (มหาวิทยาลัยหรือหน่วยจัดการศึกษา) พบความท้าทายที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ครูและผู้บริหารไม่เข้าใจเรื่องการประเมิน กล่าวคือ การประเมินไม่ถูกให้ความสำคัญทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก มีความเข้าใจผิดบางอย่างที่ไม่เคยนำมาทำความเข้าใจ นั่นคือ วิธีการประเมินที่ใช้อยู่ยังเป็นแบบเดิม ยังอยู่ภายใต้ฐานคิดแบบเดิม ซึ่งเน้นการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ใช้กรอบเวลาเป็นปัจจัยสำคัญในการกำกับความสามารถของผู้เรียน
เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ครูพยายามหาวิธีการประเมินเพื่อตอบโจทย์สมรรถนะ และนำไปสู่การมุ่งหารูปแบบ (Template) การประเมินต่าง ๆ ซึ่งหลายครั้งที่นำไปใช้ในหน้างานจริง รูปแบบเหล่านั้นใช้งานไม่ได้ จึงสะท้อนได้ว่า การอบรมที่ผ่านมาเรามักใช้คำว่า ‘ให้เครื่องมือการประเมิน’ แต่ไม่ได้คุยกันเรื่อง ‘ฐานคิดของการประเมิน’ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่หากครูมีความเข้าใจ จะสามารถนำเครื่องมือต่าง ๆ ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ได้มากขึ้นแม้บริบทที่ใช้หรือผู้เรียนจะเปลี่ยน
การประเมินสมรรถนะอิงอยู่บนฐานคิดอะไร
ทีมขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับฐานคิดของการประเมินฐานสมรรถนะ กล่าวคือ หากแบ่งตามฐานคิด การประเมินสมรรถนะยังใช้ฐานคิดการประเมินแบบเดิม และยังใช้วิธีการหรือจุดมุ่งหมายในการประเมินแบบเดิม เพียงแต่จุดเน้นในการประเมินเปลี่ยนไป จากเดิมระบบคิดของการศึกษาคือการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เวลาเป็นฐาน (Time-based Education) นั่นคือ ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ในช่วงเวลาเดียวกัน ผ่านช่วงเวลาเรียนรู้ไปพร้อมกัน (มีตารางเรียนที่มีการกำหนดระยะเวลาการเรียนรู้ที่ชัดเจน) แล้วมาดูว่าผู้เรียนแต่ละคนสามารถเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงดูว่าเขาสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์หรือเก็บงานครบทุกชิ้นหรือไม่ และจึงนำมาแปลผลเป็นคะแนนรอการตัดเกรดที่ปลายภาคเรียน
ขณะที่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency Based Education) จะดูว่าความสามารถของผู้เรียนถึงเกณฑ์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยการถึงเกณฑ์ดังกล่าวผู้เรียนแต่ละคนอาจใช้เวลาในการเรียนรู้ที่ต่างกัน ผู้เรียนบางคนอาจไปถึงเป้าหมายการเรียนรู้ได้ไว ขณะที่ผู้เรียนบางคนอาจต้องการเวลาหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ชั้นเรียนของการเรียนรู้ฐานสมรรถนะให้ความสำคัญกับจังหวะการเรียนรู้รายบุคคล ซึ่งผู้เรียนไม่จำเป็นที่จะต้องขยับบทเรียนไปพร้อมกัน การเรียนรู้จึงมีความหมายในผู้เรียนแต่ละบุคคลและมุ่งผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ครูเป็นผู้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ คอยชี้แนะและให้ผลสะท้อนระหว่างกระบวนการไปตลอดกระบวนการ การปรับเปลี่ยนวิธีการเฉพาะบุคคลเลยเกิดขึ้นท่ามกลางห้องเรียนที่หลากหลาย การเรียนรู้ฐานสมรรถนะจึงมีเส้นทางเฉพาะบุคคลเพื่อเดินทางไปถึงปลายทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อถอยกลับมาพิจารณาประเด็นสำคัญเรื่องการศึกษา พบว่ามี 3 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ วัตถุประสงค์ (Objective) การเรียนรู้ (Learning) และการประเมินผล (Assesstment) ซึ่งหากเป็นการประเมินผลแบบเดิม เราจะไปพิจารณาว่ากิจกรรมการเรียนรู้ (Learning Activities) มีอะไรบ้าง และจะทำการประเมินผ่านกิจกรรมเหล่านั้น ขณะที่การประเมินฐานสมรรถนะมุ่งเน้นไปที่ปลายทาง กล่าวคือ พิจารณาว่าความสามารถของผู้เรียนที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ (Objective)ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นทางหรือไม่ ขณะที่การออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะจึงเป็นศิลปะเฉพาะสำหรับครู ที่สร้างสถานการณ์เพื่อเร้าให้ผู้เรียนได้สะท้อนสมรรถนะออกมา ข้อแตกต่างเป็นเพียงการเปลี่ยนจุดเน้นที่ครูจะประเมินผลผู้เรียน ซึ่งจุดเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลต่อวิธีการจัดการเรียนการสอนและวิธีการประเมินเช่นกัน

อะไรคือความท้าทายสำคัญของการจัดการเรียนรู้และการประเมินฐานสมรรถนะ
ที่มาที่ไปของการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency-based Learning) กับการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เวลาเป็นฐาน (Time-based Learning) มีฐานคิดคนละชุดกัน กล่าวคือ นักการศึกษากลุ่มหนึ่งชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เวลาเป็นฐาน ทำให้เด็กที่เรียนช้าถูกบังคับให้เรียนบทใหม่ทั้งที่พื้นฐานยังไม่แข็งแรง ถูกสะสมและส่งผลต่อการเรียนรู้ในระยะถัดไปกลายเป็นการเรียนรู้ใหม่เกิดขึ้นในระยะที่ไม่พร้อม การเรียนรู้ฐานสมรรถนะจึงเป็นทางเลือกสำคัญในการออกแบบห้องเรียนที่มีผู้เรียนที่หลากหลายทั้งความสนใจ ระยะเวลาการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนรู้ที่เป็นโจทย์สำคัญของการคืนพื้นที่การเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง
การศึกษาแบบเน้นเวลา (Time-based Education) และการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education) มีจุดต่างกันที่มุมมองและฐานคิดที่ใช้กำกับวิธีการปฏิบัติ โดยพื้นฐานแล้ว หากเรายึดสมรรถนะเป็นตัวตั้ง (เป้าหมาย) แต่ยังคงใช้เวลาเป็นตัวกำหนด (กรอบเวลาคงที่) ผลลัพธ์คือสมรรถนะที่ผู้เรียนแต่ละคนทำได้จะมีความแตกต่างกัน ทว่า บริบทของไทยกลับพยายามทำให้ทั้งสมรรถนะและเวลาดำเนินไปด้วยกันแบบไม่แยกขาด ซึ่งเป็นความย้อนแย้งในกระบวนการ เพราะถึงแม้จะกล่าวว่าการศึกษาต้องตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล แต่กลับไม่ได้นำความแตกต่างระหว่างบุคคลมาใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับเวลา ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องหรือความลักลั่นในการดำเนินการ
เมื่อพูดถึงความท้าทายสำคัญซึ่งเกิดขึ้นในชั้นเรียนฐานสมรรถนะ นั่นคือ จังหวะการเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน สิ่งที่ครูหรือระบบการศึกษาต้องออกแบบต่อคือ ระบบสนับสนุนผู้เรียน เพื่อตอบสนองต่อความแตกต่างหลากหลายนี้ โดยมีแนวทางหลักสองประการซึ่งทีมได้ให้ความเห็นไว้ต่อระบบดังกล่าว ดังนี้
แนวทางแรก การปรับบทบาทครูสู่การเป็น ‘โค้ช’ หรือ ‘ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้’ เรามักได้ยินคำที่บอกว่า ‘ครูต้องเป็นฟา’ ‘ครูต้องเป็นโค้ช’ บทบาทของครูในลักษณะนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าระบบการศึกษาเปลี่ยนแล้ว กล่าวคือ ครูต้องโค้ชเด็กแต่ละคนได้ แต่ถ้าเรายังอยู่ในระบบที่ใช้เวลาเป็นฐานจะทำไม่ได้ ขณะที่ในระบบฐานสมรรถนะ ครูสามารถปล่อยมือจากเด็กบางคนได้ สามารถเพิ่มความท้าทายให้กับเด็กที่เรียนรู้ได้ไวได้ ขณะเดียวกันครูสามารถให้เวลาหรือให้ความช่วยเหลือกับเด็กที่ต้องการเป็นพิเศษได้
แนวทางที่สอง การจัดระบบสนับสนุนเพิ่มเติมที่เหมาะสม เป็นการจัดระบบการเรียนรู้เสริมสำหรับผู้เรียนที่ตามบทเรียนไม่ทัน โดยการจัดสรรเวลาพิเศษเพิ่มเติม เพื่อให้พวกเขาสามารถเรียนรู้ได้ทันเพื่อนคนอื่นในชั้นเรียน ซึ่งหน้าที่สำคัญของการประเมิน คือ การระบุว่าผู้เรียนคนใดที่ต้องการความช่วยเหลือ จากนั้นจึงนำข้อมูลจากการประเมินไปสู่การออกแบบระบบจัดการที่สนับสนุนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนต่อไป
วิชานี้เสนออะไรให้กับผู้เข้าร่วม
สิ่งที่ทีมได้ออกแบบไว้สำหรับวิชานี้ คือ การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ตามบรรยากาศของชั้นเรียนฐานสมรรถนะให้กับผู้เข้าร่วมผ่านการ ‘Demo Class ฐานสมรรถนะ’ โดยมีการพิจารณาจากกลุ่มผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สอนในระดับประถมศึกษาจึงออกแบบกิจกรรมที่เมื่อครูเห็นแล้วจะสามารถนำไปปรับใช้กับผู้เรียนได้ทันที นอกจากนี้ยังสร้างความท้าทายเล็ก ๆ เพื่อให้ครูเห็นแนวทางการนำไปใช้ โดยนำสิ่งที่ครูทำอยู่แล้วเป็นหลักและเติมมุมมองเรื่องฐานสมรรถนะเข้าไปเพิ่มเติม
ทีมผู้ออกแบบเน้นย้ำว่า การให้ความสำคัญกับสมรรถนะมากขึ้นคือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลองฝึกฝน ลองผิด ลองถูกระหว่างกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเทียบได้กับการ ประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) ที่ไม่มีการเก็บคะแนน ก่อนที่จะมีการประเมินผลด้วยความสามารถสุดท้ายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติภารกิจเพื่อสะท้อนสมรรถนะของผู้เรียน
ในวิชานี้ ผู้เข้าร่วม (ครู) จะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ โดยสวมบทเป็นผู้เรียนในชั้นเรียนสมรรถนะเพื่อรับประสบการณ์การเรียนรู้ โดยตรง จากนั้นจะเปลี่ยนบทบาทกลับมาในบริบทของการเป็นครู เพื่อวิเคราะห์เบื้องหลังของกิจกรรมและเรียนรู้เรื่องการประเมินผล รวมถึงมีการถอดกระบวนการเชื่อมโยงไปสู่ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่อยู่ในหลักสูตรเนื่องจากบางสมรรถนะสามารถอิงไปกับวิชาวิทยาศาสตร์หรือวิชาภาษาไทยได้แสดงให้เห็นว่า การประเมินฐานสมรรถนะและตัวชี้วัดสามารถทำงานร่วมกันข้ามรายวิชาได้
ประเด็นสำคัญของโมดูลนี้ กิจกรรมที่ออกแบบให้กับผู้เข้าร่วมจะใกล้เคียงกับบริบทของห้องเรียนจริงของครูแต่ละคน โดยพยายามทำกิจกรรมให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ครูทำอยู่แล้ว ไม่อยากทำให้สิ่งนี้คือสิ่งใหม่และเป็นการเพิ่มภาระงาน แต่เป็นสิ่งเดิมที่ใส่ใจรายละเอียดปลายทางการเรียนรู้ของผู้เรียนมากขึ้นด้วยเพราะมีวิธีคิดบางอย่างที่เปลี่ยนไป
อะไรคือสิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับจากวิชานี้
ความคาดหวังที่ทีมผู้ออกแบบรายวิชาการจัดการเรียนรู้และประเมินสมรรถนะคาดหวังให้เกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วม ได้แก่
(1) ครูเห็นความเป็นไปได้ใหม่ของการออกแบบการเรียนรู้และการประเมิน ครูได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จากกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทีมออกแบบมา หรือจากกิจกรรมที่ครูอาจทำอยู่แล้ว แต่พอมาใช้เครื่องมือของการประเมินสมรรถนะจะช่วยให้เห็นมิติการเรียนรู้ความลึกขึ้นไปถึงการปฏิบัติ รวมถึงครูจะได้เห็นมุมมองในมิติของการเป็นผู้เรียนด้วย ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกที่หายไปนานจากครู ได้ลองทำกิจกรรมในโมดูลที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจเรื่องการประเมินมากขึ้น
(2) ครูลดความกังวลและเกิดแรงจูงใจ กล่าวคือ ครูจะรู้สึกสนุกและลดความกังวลต่อการประเมินฐานสมรรถนะและมองว่าสิ่งนี้เป็นความท้าทายใหม่ที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
(3) ครูได้ทำความเข้าใจฐานคิดการประเมินของตนเอง ครูตระหนักรู้ว่าวิธีคิดเรื่องการประเมินของตนเองเป็นแบบไหน อยู่ภายใต้ความเชื่อใด ซึ่งการก้าวข้ามไปสู่การประเมินสมรรถนะได้มากน้อยเพียงใดอาจขึ้นอยู่กับฐานการเชื่อมโยงความเข้าใจของครูแต่ละคน แต่หากครูรู้สึกทุกข์กับการประเมินแบบเดิมแล้วเห็นว่าแนวคิดการประเมินแบบใหม่จะช่วยปลดล็อกได้ ครูจะได้แนวทางการประเมินใหม่ในห้องเรียนเดิม
(4) ครูได้รับเครื่องมือและความเข้าใจที่ถูกต้อง หากมองจากมุมของครูที่ยังไม่รู้เรื่องการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะอย่างลึกซึ้ง อย่างน้อยที่สุดเมื่อผ่านโมดูลการเรียนรู้นี้ครูจะได้เครื่องมือที่สามารถประยุกต์กับรายวิชาที่ทำอยู่ ครูจะเข้าใจเรื่องการประเมินฐานสมรรถนะมากขึ้น และสามารถออกแบบกระบวนการเรียนและการประเมินผลได้อย่างถูกต้อง
เกี่ยวกับ ‘CBE Canvas Model’ เครื่องมือออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ
CBE Canvas Model เป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย คุณมะโหนก-ศุภวิชช์ สงวนคัมธรณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท แบล็คบ็อกซ์ ทีม อ.เปี๊ยก-สิทธิชัย วิชัยดิษฐ และ อ.เด้นท์–ศราวุธ จอมนำ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในช่วงที่แนวคิดการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะกำลังถูกพูดถึงอย่างมากในระบบการศึกษาของไทย (ราว พ.ศ. 2563) และทีมก่อการครู Bangkok ได้นำเครื่องมือนี้ไปใช้ในการออกแบบการเรียนรู้สมรรถนะฐานชุมชนที่มีเส้นทางการเรียนรู้ทั้งหมด 6 เส้นทางในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งการออกแบบวิชานี้ ทีมได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ CBE Canvas Model เป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบ และนำมาถ่ายทอดให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองใช้เช่นกัน

CBE Canvas Model เครื่องมือช่วยในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ

ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะด้วย CBE Canvas Model
จุดเด่นของเครื่องมือนี้ คือ Step 1 และ Step 2 กล่าวคือ การคำนึงถึงลักษณะของผู้เรียนเป็นอันดับแรกของการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ จะช่วยให้ครูเห็น ‘หน้าตา’ ของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้ครูเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ที่กำลังออกแบบนั้นมีความเหมาะสมต่อผู้เรียนมากน้อยเพียงใด ในส่วนนี้จะช่วยให้ครูกลับมาให้ความสำคัญกับผู้เรียนของตนมากขึ้น ขณะที่ใน Step 2 การวางจุดประสงค์การเรียนรู้ที่มีความสอดคล้องกับสมรรถนะ จะช่วยให้ครูมีกรอบและทิศทางในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และสอดคล้องกับสมรรถนะตั้งแต่แรก หากครูและผู้เรียนเข้าใจและยึดเป้าหมายในส่วนนี้ได้อย่างมั่นคงแล้ว กระบวนการเรียนรู้และร่องรอยการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะสามารถกลับมาตรวจสอบกับเป้าหมายที่ครูตั้งไว้ตั้งแต่แรก
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือ CBE Canvas Model เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้ครูเห็นแนวทางในการออกแบบชั้นเรียนและการประเมินผลที่อิงสมรรถนะ ซึ่งครูสามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับวิธีการและบริบทของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น





