ทำไมเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้?

รากเหง้า แผลในใจ และทางรอดของเด็กไทย ผ่านมุมมอง ‘ครูก้อย-ในดวงตา ปทุมสูตร’

ปัญหา “เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” หลายครั้งมักจะถูกตีความว่า เป็นเพียงความบกพร่องทางวิชาการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้ตัวหนังสือที่อ่านไม่ออกเหล่านั้น ซ่อนบาดแผลลึกในจิตใจที่คอยกัดกินความภาคภูมิใจ และผลักไสเด็กหลายคนให้หลุดออกจากระบบการศึกษา 

บทความนี้จาก Podcast ชั่วโมงนี้ไม่มีคำตอบ Ep.3 “ทำไมเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้?” จะชวนทุกคนร่วมสำรวจรากเหง้าของปัญหา ที่ฝังลึกตั้งแต่ระดับโครงสร้าง หลักสูตรที่ไม่ปะติดปะต่อ และหนังสือเรียนที่ก้าวกระโดดเกินพัฒนาการ ผ่านประสบการณ์ตรงของ ครูก้อย-ในดวงตา ปทุมสูตร ผู้ตัดสินใจทิ้งตำราทฤษฎี ก้าวลงสู่ห้องเรียนจริงในฐานะครูอาสา เพื่อพิสูจน์ทางรอดด้วยกระบวนการ “บันได 4 ขั้น” พร้อมเจาะลึกมุมมองที่ตอกย้ำว่า ท่ามกลางระบบที่ยังรอการแก้ไข แสงสว่างแห่งการเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มต้นได้ทันทีจากสองมือของ “ครู” ในห้องเรียน

เราไม่เคยสอน มีหน้าอะไรไปสอนเขา

จุดเริ่มต้นของ ครูก้อย-ในดวงตา ปทุมสูตร ก้าวสู่ฐานะ วิทยากรอิสระ ด้านการแก้ปัญหา เด็กอ่านไม่ออกคิดเขียนไม่ได้ พร้อมกับทำช่องสื่อสารออนไลน์ในชื่อ “เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แก้ง่ายนิดเดียว โดยครูก้อย: ในดวงตา ปทุมสูตร” จากการที่ได้ช่วยงานโครงการแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกของคุณพ่อ “ศิวกานต์ ปทุมสูตร” ครูกวีและนักเขียนชื่อดัง ผู้หนังสือ “เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แก้ง่ายนิดเดียว” ทำหน้าที่เป็นคนขายและแนะนำหนังสือให้แก่ครู ในขณะเดียวกันก็เป็นวิทยากรผู้ช่วย โดยนำกระบวนการละครและการเล่านิทานมาปรับใช้กับงาน

บ่อยครั้งที่มักจะคุณครู มาปรึกษาวิธีการแก้ปัญหา แต่ทุกครั้งที่ครูก้อยตอบ เธอรู้ดีว่าคำตอบของตัวเอง ล้วนมาจากทฤษฎี ทั้งที่เราเรียนมา และทฤษฎีจากนหนังสือของพ่อ  ไม่ใช่ประสบการณ์จริง  ซึ่งสิ่งนี้เอง ที่ค่อย ๆ กัดกร่อนความมั่นใจของเธอ

“ถึงจุดหนึ่ง พอตอบคำถามบ่อย ๆ กลายเป็นว่า คำตอบของเรามันกัดกร่อนใจเราเอง ไม่เคยสอนอะ มีหน้าอะไรไปสอนเขา เอาแต่ทฤษฎีไปบอกเขา จนเกิดความรู้สึกว่าคำตอบของเรา มันเริ่มโบยตีใจของเราเอง รู้แล้วว่า ไม่ได้ เราต้องสอน ต้องลงไปสัมผัสกับความจริง ที่มันเป็นปัญหาจริง ๆ เราต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเราเอง เราถึงจะเอาประสบการณ์ตรงนั้นมาบอกเขาได้ มันจึงมีน้ำหนัก และคำตอบของเราจะไม่เบาหวิว”

เธอจึงตัดสินใจลงพื้นที่เป็น “ครูอาสา” ที่โรงเรียนใกล้บ้านที่สุพรรณบุรี สอนฟรีทั้งวัน ตั้งแต่จันทร์ถึงพฤหัสบดี เป็นเวลา 4 เดือน กับเด็กประถม ป.2 ถึง ป.6 ที่อ่านไม่ออก ประสบการณ์ตรงทำให้เธอพบว่า เด็กคือ “คำตอบ” ที่ดีที่สุด เพราะทุกครั้งที่เธอทดลองใช้สิ่งที่ “นอกทฤษฎี” เด็กก็จะนิ่งอึ้ง ไม่ตอบสนอง ส่วนสิ่งที่ถูกต้องจะทำให้เด็กรับและส่งต่อได้ทันที

เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไปยังไงต่อ?

ครูก้อยเล่าว่า ปัญหาที่แท้จริงของเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่ที่ ป.1 แต่ในความเป็นจริง มันสะสมต่อเนื่องถึง ป.2 ขึ้นไปจนระดับมัธยม และแม้แต่ในระดับอุดมศึกษา เพราะเมื่อเด็กหลุดจาก ป.1 โดยยังอ่านไม่ออก การเรียนรู้วิชาอื่นก็พังพินาศตามไปด้วย

“เมื่อเขาเรียนไม่รู้เรื่อง เขาจะอยากเข้าห้องเรียนหรอ เขาเรียนไม่รู้เรื่อง จะเรียนไปทำไม เรียนไม่รู้เรื่อง ครูก็ว่า เพื่อนก็ทิ้ง เพื่อนก็ล้อ มันไม่มีความภาคภูมิใจในการไปโรงเรียน มันไม่มีความมั่นใจในเวลาไปโรงเรียน” 

เด็กที่ไม่มีพื้นที่ของความภาคภูมิใจในโรงเรียนมักหันไปหากิจกรรมที่ไม่ต้องใช้การอ่านการเขียน เช่น กีฬา ดนตรี หรือศิลปะ แต่หากไม่มีพื้นที่ใดเลย ก็จะเถลไถลออกนอกโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูก้อยพบเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการลงพื้นที่

อย่างกรณีศึกษาจาก นักกีฬาโรงเรียนกับรอยแผลในใจ ครูก้อยเล่าถึงเด็ก ป.4 คนหนึ่งที่เป็นนักวิ่งของโรงเรียน ได้รับเหรียญทองจากการแข่งขัน แต่เมื่อถูกถามถึงเพื่อน เขากลับเล่าด้วยสีหน้าหม่นว่าเพื่อนเคยพูดว่า “กลับไปอ่านให้ออกเขียนได้ก่อนเถอะ” ซึ่งสร้างความเจ็บปวดฝังลึก ทั้งที่เขาเพิ่งได้รับเหรียญทองมาหมาด ๆ

หลังจากเข้าโครงการแก้ปัญหา เด็กคนเดิมกลับมาบอกอย่างภาคภูมิว่า “เขาไม่กล้าล้อผมแล้ว เพราะผมอ่านเก่งกว่าเขาอีก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทักษะการอ่านไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่คือ ความมั่นคงทางจิตใจและศักดิ์ศรีของเด็ก

บาดแผลทางจิตใจที่ขวางการเรียนรู้ ครูก้อยพบว่าเด็กที่ถูกตีตราว่า “โง่” หรือ “อ่านไม่ได้” มานาน จะเกิดกลไกปฏิเสธทันทีที่เจอคำใหม่ แม้จะเป็นคำที่ใช้อักษรและตัวสะกดเดียวกับที่เรียนมาแล้ว เช่น รู้จักคำว่า “บ้าน” ได้แล้ว แต่พอเปลี่ยนเป็น “ต้าน” ก็บอกทันทีว่า “ทำไม่ได้” เพราะ “เพื่อนบอกผมโง่”

สิ่งที่ครูต้องทำคือ “เอาน้ำดีไล่น้ำเสีย” โดยการให้กำลังใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ชมอย่างจริงจังเมื่อเด็กทำได้ เพื่อค่อย ๆ ลบรอยจำเดิมออกจากใจเด็ก

รากของปัญหา: ระบบและหลักสูตร

  • หนังสือเรียนที่ไม่สอดคล้องกับพัฒนาการ

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ครูก้อยชี้ให้เห็นคือ เทอมแรกของการเรียน ที่ควรเริ่มจากการแจกรูปสะกดคำ เรียนรู้พยัญชนะ เรียนรู้สระ แล้วค่อยแจกรูปสะกดคำ ตามมาตรา อย่าง แม่ ก กา (มาตรา ก กา) และค่อย ๆ  เติมไปที่ละขั้นตอน ตามบันไดทักษะ 4 ขั้น 

  • ขั้นที่ 1 แจกลูกสะกดคำ — เน้นเสียง เริ่มจากแม่ ก กา ไล่ไปทีละมาตรา ค่อยๆ ไล่ระดับความยากขึ้นไปอย่างละเอียด 
  • ขั้นที่ 2 ปลูกจำ — จดจำรูปพยัญชนะและสระอย่างเป็นระบบ 
  • ขั้นที่ 3 อ่านคำ ย้ำวิถี — ฝึกอ่านซ้ำเพื่อสร้างความคล่องแคล่ว 
  • ขั้นที่ 4 เขียนตะบอก — ฝึกเขียนออกมาจากความจำทุกชั่วโมง

“มันเหมือนบ้านที่แบบไม่มีเสา ไม่มีคาน ไม่มีเสาเข็ม วันหนึ่งเมื่อเจอลมพายุน้ำพัด ก็ล้มไปหมด” ซึ่งเดิมเราเริ่มต้นเรียนจาก หนังสือเรียนภาษาไทย ป.1 “หนังสือภาษาพาที” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีบัญชีคำกว่า 600 คำ แต่คำแรก ๆ ในหนังสือเรียน กลับเป็นคำที่ยากเกินระดับ เช่น คำที่มีสระซับซ้อนหรือมีรูปเปลี่ยน หลายรูป ทำให้เด็ก ที่ยังไม่มีพื้นฐาน ถูกกระแทกด้วยความยากก่อนที่จะมีรากฐานมั่นคง

“บัญชีคำของ ป.หนึ่ง คำแรกอะที่ขึ้นมาคือคำว่าอะไรรู้มั้ยคะ คำว่า ‘ก็’ ยากสุดเลย เพราะว่า มันเปลี่ยนรูป เปลี่ยนรูปเปลี่ยนรูป ล่าสุดคือสลัดรูป เปลี่ยนรูปคนละรูป วันก่อนอะ เพิ่งมีคนแชร์ติ๊กต็อกมา ยังมีคนเข้าไปถามว่า เอ๊ะ คำว่า ก้อ (ก็) มันสะกดยังไง มันคือสระอะไร”

การนำคำที่ยากและซับซ้อนมาให้เด็กเรียนตั้งแต่เริ่มต้น เปรียบเสมือนการบังคับให้คนที่เพิ่งเริ่มหัดเดินต้องออกวิ่งมาราธอน ครูก้อยไม่ได้ปฏิเสธว่า หนังสือเหล่านี้ไม่มีคุณภาพเสียทีเดียว “มันมีเด็กที่เรียนได้ แต่มันไม่ใช่เด็กส่วนใหญ่ มันคือเด็กที่ความจำดี เด็กที่เรียนรู้เร็ว” แต่สำหรับเด็กส่วนใหญ่ที่ต้องการการปูพื้นฐานอย่างเป็นลำดับขั้นตอน หนังสือที่ข้ามขั้นเหล่านี้กลับกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ทำให้พวกเขาสะดุดล้มตั้งแต่ก้าวแรก

  • ปัญหาหลักสูตรที่ไม่เชื่อมกัน

ครูก้อยมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่วิชาภาษาไทย แต่ลึกกว่านั้น เพราะภาษาไทยคือ “ต้นทาง” ของทุกวิชา แต่หลักสูตรปัจจุบันกลับปล่อยให้วิชาอื่น เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม มีโจทย์และเนื้อหาที่ใช้ภาษาระดับสูงกว่าที่เด็ก ป.1 สามารถอ่านได้ในช่วงนั้น เป็นการขัดแย้งกันอย่างชัดเจนในเชิงหลักสูตร

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ ในขณะที่วิชาภาษาไทยพยายามทีละขั้น วิชาพุทธศาสนาก็มีชื่อพระพุทธเจ้าที่อ่านยาก วิชาวิทยาศาสตร์ก็มีศัพท์เฉพาะ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในปีแรก ซึ่งเกินรับสำหรับเด็กที่กำลังสร้างรากฐานการอ่าน

  • ข้อจำกัดด้านเวลาและขนาดห้องเรียน

ครูก้อยชี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาหนักขึ้นอีก 3 ประการ ได้แก่

  1. เวลาเรียนที่ไม่เพียงพอ: โครงสร้างหลักสูตรกำหนดให้เด็ก ป.1-2 เรียนภาษาไทยเพียงวันละ 1 ชั่วโมง ซึ่งครูก้อยยืนยันว่า “ไม่มีทางค่ะ” ที่จะทำให้เด็กทุกคนอ่านออกเขียนได้ภายในเวลาแค่นี้
  2. ขนาดห้องเรียนที่ใหญ่เกินไป: การอนุญาตให้มีนักเรียนถึง 40 คนต่อห้องในชั้น ป.1 ทำให้ครูไม่สามารถลงรายละเอียดหรือซ่อมเสริมเด็กเป็นรายบุคคลได้เลย ครูก้อยพบว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็ก 10-20 คนต่อห้อง มักจะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหานี้มากกว่า
  3. ระบบครูเวียนวิชาและครูไม่ตรงเอก: ในหลายโรงเรียน ครู ป.1 ไม่ได้เป็นครูประจำชั้นที่สอนทุกวิชา แต่ใช้ระบบครูเวียน ทำให้ครูไม่สามารถติดตามพัฒนาการหรือใช้เวลายืดหยุ่นเพื่อซ่อมเสริมเด็กที่อ่อนภาษาไทยได้ ยิ่งไปกว่านั้น ครูที่ถูกจับมาสอน ป.1 จำนวนมากไม่ได้จบเอกภาษาไทยหรือประถมศึกษา ครูบางท่าน จบเคมี แต่เขาต้องเป็นครูป.1 จบพละเป็นครูป.1… จบคอมพิวเตอร์… แต่ก็ต้องถูกจับลงป.1 เพราะว่าไม่มีคนไปลงตรงนั้น ทำให้ครูขาดทักษะและจิตวิทยาในการสอนเด็กเล็ก

“จากประสบการณ์ที่เวลาไปนิเทศติดตามโรงเรียนต่าง ๆ เราจะเห็นความต่าง อย่างโรงเรียนที่มีเด็กห้องเรียนละ 10 คน โรงเรียนที่มีเด็กห้องเรียนละ 20 คน โรงเรียนที่มีเด็กเกิน 25 คนต่อห้อง กลุ่ม 10 คนบรรลุเข้าใจ ยิ่งเด็กน้อย ครูก็จะสามารถลงรายละเอียดลึกกับเด็กได้มากกว่าอยู่แล้ว ซึ่งถ้าปรับตรงนี้ทุกอย่างจะคลี่คลายได้ดีมาก”

2 ชั่วโมง: ข้อเสนอการบริหารจัดการเวลา

เวลา 2 ชั่วโมงที่สำคัญ ในการก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบ ครูก้อยแนะนำให้โรงเรียนหรือผู้บริหารมุ่งวิสัยทัศน์ จัดสรรเวลาสำหรับวิชาภาษาไทยในชั้น ป.1 อย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน โดย

  • ชั่วโมงแรกใช้สำหรับการสอนเนื้อหาใหม่ผ่านกระบวนการบันได 4 ขั้น 
  • ชั่วโมงที่ 2 ใช้สำหรับการ “ทบทวนและซ่อมเสริม” ให้กับเด็กที่ยังตามไม่ทัน 

“ซึ่งถ้าไม่มีชั่วโมงที่ 2 เราจะเอาเวลาที่ไหนไปช้อนเด็ก มันยาก ครูทำไม่ได้หรอก” แม้กระทรวงจะกำหนดตารางสอนมาอย่างไร แต่ในทางปฏิบัติ ผู้บริหารสามารถยืดหยุ่นให้ครูได้เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียน 

บทบาทของพ่อแม่: ป้อมปราการด่านแรกก่อนวัยเรียน 

สำหรับผู้ปกครอง ครูก้อยชี้มุมในฐานะของพ่อแม่ว่า ไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับโรงเรียนทั้งหมด แม้ในอดีตเธอจะเคยเชื่อว่าชั้นอนุบาลไม่ควรเร่งรัดให้เด็กเขียนอ่าน แต่ด้วยความเป็นจริงของเนื้อหา ป.1 ที่อัดแน่นมหาศาล เด็กที่ไม่มีพื้นฐานเลยมักจะ “ตกม้าตาย” 

สิ่งที่พ่อแม่ช่วยเตรียมความพร้อมได้คือ การสร้างความคุ้นเคยกับพยัญชนะและสระผ่านการเล่นและการออกเสียงที่ถูกต้อง “ให้ท่องว่า กอ ออกเสียงว่า กอ ขอ ออกเสียงว่า ขอ… เพราะว่าเค้าต้องใช้เสียง กอ ไปผสมกับ อา เป็นกา” การปูพื้นฐานเสียง จะช่วยลดภาระความเครียดของเด็กเมื่อก้าวเข้าสู่ประถมศึกษา

มิติที่ลึกกว่า: อ่านออก ≠ จับใจความได้

ความแตกต่างระหว่างอ่านออกและเข้าใจ ครูก้อยชี้ให้เห็นความต่างสำคัญ 2 ระดับ คือ การ “อ่านออก” ซึ่งหมายถึงสะกดคำและเปล่งเสียงออกมาได้ กับการ “จับใจความ” หรือเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน ทั้งสองเป็นคนละทักษะ แต่ทักษะแรกคือประตูสู่ทักษะที่สอง

ในการสอบ PISA และการทดสอบระดับชาติ เด็กไทยจำนวนมาก ทำคะแนนการอ่านจับใจความไม่ดี แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ อาจเป็นเรื่องพื้นฐานกว่านั้น นั่นคือยังอ่านไม่ออกหรือสะกดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ครูก้อยมองว่าก่อนที่จะโจทย์เรื่อง “คิดวิเคราะห์” เราต้องแก้เรื่อง “อ่านออก” ให้ได้ก่อน

“เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ตอบได้ มี เขาเข้าใจ แต่เขาแค่ทำข้อสอบไม่ได้ เพราะว่าก็เขาอ่านไม่ออก ซึ่งก็ต้องเช็คไปทีละเรื่อง ที่ไม่ใช่โยนว่าทุกเรื่องมาจาก เพราะว่าเด็กไม่ได้อ่านหนังสือ ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่นั้น”

ปัญหาเด็กชนเผ่าและพหุภาษา

กรณีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือเด็กชนเผ่าและเด็กในพื้นที่ที่ใช้ภาษาถิ่น ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ครูก้อยทำงานด้วย เด็กกลุ่มนี้บางคน เข้า ป.1 โดยยังพูดและฟังภาษาไทยกลางได้ไม่คล่อง การเรียนการอ่านในภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่องจึงยิ่งยากขึ้นหลายเท่า

“เด็ก ป.1 หลายโรงเรียนที่ครูก้อยทำโครงการ ก็ยังฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ยังพูดภาษาไทยไม่ได้ ไม่คล่อง แต่เค้าต้องทำข้อสอบอาร์ทีเหมือนกัน ซึ่งเด็กที่ร่วมโครงการกับครูก้อย แม้บางคนจะสะกดคำ อ่านออก เขียนได้ ก็มีที่เขาไม่รู้ว่าความหมายของคำ เช่น คำว่า มะละกออาจอ่านได้ แต่ถ้าภาษาถิ่นของเขาเรียกด้วยชื่ออื่น หรือ ‘ขนุน’ บางครั้งเขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ความเข้าใจก็ไม่เกิดขึ้น นี่เป็นอีกมิติที่หลักสูตรไม่ได้คำนึงถึงเพียงพอ

ข้อเสนอเชิงระบบและนโยบาย

  • ต้องรื้อหลักสูตร

ครูก้อยมองว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดในระยะยาวคือการ รื้อหลักสูตรทั้งระบบ ไม่ใช่แค่แก้วิชาภาษาไทย แต่ต้องทำให้ทุกวิชา “กอดคอจับมือ” กันไปในทิศทางเดียวกัน โดยระดับภาษาและความซับซ้อน ต้องสอดคล้องกับพัฒนาการการอ่านของเด็กในแต่ละช่วงชั้น

“ต้องรื้อหลักสูตร เข้าใจว่าตอนนี้ เขาพยายามหาทางออกกันแล้ว ซึ่งตอนนี้เรามีหลักสูตร 51 (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551) ที่โรงเรียนส่วนใหญ่ใช้อยู่ มีหลักสูตรสมรรถนะ (Competency-Based Education: CBE) แล้วก็ปีนี้ มีหลักสูตร 68 ค่ะ ที่ใช้เฉพาะอนุบาลกับ ป.1-2-3 ถ้าเทียบกัน สมรรถนะเวิร์กสุด

ในบรรดาหลักสูตรที่มีอยู่ ครูก้อยมองว่า หลักสูตรสมรรถนะ (CBE) มีหลักการที่น่าสนใจที่สุด เพราะเน้นผลลัพธ์จริงของเด็ก ไม่ใช่แค่เนื้อหาที่ครูส่ง แต่ยังอยู่ระหว่างนำร่อง ในโรงเรียนจำนวนน้อย และยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจนพอสำหรับครูทั่วไปที่จะนำไปปฏิบัติ

  • ทบทวนเป้าหมาย ป.1

ปัจจุบัน หลักสูตรกำหนดว่า เด็กต้องอ่านออกเขียนได้เมื่อจบ ป.1 ซึ่งครูก้อยมองว่าควรทบทวน เพราะพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ‘ไม่เท่ากัน’ บางคนอาจอ่านออกได้ใน ป.1 บางคนอาจต้องรอถึง ป.2 หรือ ป.3 และนั่นไม่ได้หมายความว่าเขา “ล้มเหลว” แต่ระบบกลับไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความแตกต่างนี้

แทนที่จะตั้งเป้าว่าเด็กทุกคนต้องอ่านออกในปีเดียวกัน ครูก้อยเสนอให้วางแผนตามความเป็นจริง เช่น มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะอ่านออกได้ในปีนี้ กี่เปอร์เซ็นต์ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม และทำยังไงให้ทุกคนค่อย ๆ ไล่ระดับขึ้นมาได้

  • ปัญหาครูผิดสาย

ครูก้อยพบในการลงพื้นที่ที่จังหวัดอุทัยธานีและพื้นที่อื่น ๆ ว่าครูที่สอน ป.1 จำนวนมากไม่ได้จบสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งจบเคมี พละ คอมพิวเตอร์ หรือสาขาอื่น แต่ถูกจัดให้สอนภาษาไทย ป.1 เพราะขาดแคลนครูในจุดนั้น ครูที่เหมาะสมที่สุดในมุมมองของเธอคือครูเอกประถม เพราะมีทั้งความเข้าใจจิตวิทยาเด็กและทักษะการสอนภาษาพื้นฐาน

ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่เปลี่ยน ครูก้อยยืนหยัดในหลักการที่ว่า ความเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตัวเราก่อน โดยไม่รอให้คนอื่น หรือระบบเปลี่ยนก่อน

“ถ้าเรามัวรอความเปลี่ยนแปลงจากคนอื่น เราไม่ได้เริ่มหรอก ความเปลี่ยนแปลงมันจะไม่มีทางเกิดขึ้น ดังนั้นเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเด็กอะก่อน เราต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน”

หมายความว่า ครูสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ควบคุมได้เอง เช่น วิธีสอน การใช้สื่อ การจัดเวลาสอน การหยุดพึ่งพาคอมพิวเตอร์ และหันมาให้เด็กคัดลายมือจริง ๆ แทน โดยไม่ต้องรอนโยบายจากเบื้องบน ครูก้อยยืนยันจากเสียงสะท้อนของครูหลายคนว่า เมื่อเปลี่ยนวิธีการสอน ผลลัพธ์เปลี่ยนทันที เด็กที่เคยสอนไม่ได้ก็เริ่มอ่านออก และนั่นทำให้ครูประหลาดใจในทางที่ดี

ท้ายที่สุดแล้ว เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาง่าย ๆ ที่แก้ได้ด้วยทางเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ ที่ซับซ้อนซ้อนทับกันหลายชั้น ตั้งแต่หลักสูตรที่ไม่เชื่อมกัน หนังสือเรียนที่ไม่เหมาะกับพัฒนาการ ครูที่ขาดทักษะหรือจบผิดสาย ไปจนถึงรอยแผลทางจิตใจในตัวเด็กที่อ่านไม่ออกมาหลายปี

แต่ครูก้อยก็ชี้ให้เห็นว่ามีทางออก หากครูและผู้บริหารยอมเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ตัวเอง ใช้กระบวนการที่ถูกต้อง และให้เวลาเด็กได้พัฒนาตามธรรมชาติของการเรียนรู้ เด็กทุกคนสามารถอ่านออกเขียนได้ แค่ต้องให้โอกาสและวิธีการที่เหมาะสม

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ