การเดินทางสู่การศึกษาที่โอบรับความเป็นมนุษย์ ถอดรหัส Personalized Learning กับ อ.เปิ้ล อธิษฐาน์ คงทรัพย์

“ให้ลูกเรียนตามที่เขาสนใจ หรือ เรียนในสิ่งที่สังคมต้องการดี?” นี่คือคำถามชวนคิด ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ ระบบการศึกษาซึ่งเปรียบเหมือนเข็มทิศนำทางชีวิตของผู้คน กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ว่ายังคงมีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อความแตกต่าง หลากหลายของผู้เรียนได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การศึกษาในรูปแบบเดิม ที่ใช้มาตรฐานเดียวมาวัดทุกคน อาจไม่สามารถนำพาผู้เรียน ไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จได้อีกต่อไป

ในบทสนทนา จาก Podcast ชั่วโมงนี้ไม่มีคำตอบ EP.3 กับ อาจารย์เปิ้ล – อธิษฐาน์ คงทรัพย์ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการก่อการครูและห้องเรียนข้ามขอบ มาพูดคุย เปิดมุมมองและค้นหาคำตอบว่า การเรียนรู้รายบุคคล หรือ Personalized Learning คืออะไร ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับโลกยุคนี้ และแท้จริงแล้ว การศึกษาควรเป็นพื้นที่ที่เคารพและโอบรับความเป็นมนุษย์ในทุกมิตินั้นจะเป็นไปได้ไหม 

ความรักกับการเรียนรู้: จากเด็กหน้าห้อง สู่การตั้งคำถามกับ “ระบบ”

เริ่มต้นการสนทนาอาจารย์เปิ้ลพาเราย้อนอดีตไปในวันที่ ตัวเองเคยเป็น “เด็กหน้าห้อง” ผู้เชื่อฟังและอยู่ในระบบมาได้อย่างดีโดยตลอด แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งกลับเกิดคำถามว่า ‘เราเรียนไปเพื่ออะไร? เพื่อให้แค่มีงานดี ๆ ทำหรือ?’

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงมัธยมต้น ราว ม.2 – ม.3 เมื่ออาจารย์เปิ้ลได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า แด่หนุ่มสาว เขียนโดยกฤษณมูรติ  ซึ่งทำให้ตกผลึกว่า “การศึกษาควรเป็นเรื่องของความรัก ไม่ใช่ความกลัว” 

“การศึกษาไทยส่วนใหญ่มักขับเคลื่อนด้วยความกลัว อย่าง การกลัวไม่มีงานทำ กลัวเอาตัวไม่รอด ฯลฯ กลับกัน ถ้าผู้เรียนขับเคลื่อนด้วยความรักในสิ่งที่ทำ พวกเขาจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่และเปลี่ยนแปลงโลกได้” 

การเดินทางค้นหาความหมายของการเรียนรู้ ทำให้อาจารย์เปิดออกจากระบบบริษัทไปสู่การทำงานกับ “เสมสิกขาลัย” ซึ่งเป็นองค์กรการศึกษาทางเลือกที่เปิดโลกทัศน์อย่างมหาศาล ที่นั่นทำให้ได้เรียนรู้กระบวนการที่ให้ผู้เรียนและครูเป็นเสมือนเพื่อนที่เรียนรู้ร่วมกันผ่านประสบการณ์จริง 

หลังจากนั้นก็ได้นำตัวเองเข้าไปบ่มเพาะทักษะในพื้นที่ที่ท้าทายอย่างการทำงานด้านสันติวิธีใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และทำงานด้านจิตปัญญาศึกษา ประสบการณ์อันหลากหลายเหล่านี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้อาจารย์เปิ้ลเชื่อมั่นว่า

“จริงๆ แล้วการศึกษาเป็นของทุกคน ไม่ได้จำกัดวงแค่ว่า คุณต้องจบการศึกษาเท่านั้น คุณถึงจะมาช่วยทำให้มันดีขึ้น ซึ่งเราทุกคนก็สามารถทำได้” 

ขณะเดียวกันก็ได้ก้าวเข้ามาร่วมก่อตั้ง คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วย

ปอกเปลือก Personalized Learning: คืนชีวิตสู่ห้องเรียน

เมื่อเข้าสู่ประเด็นหลักเรื่อง Personalized Learning หรือการเรียนรู้เฉพาะบุคคล อาจารย์เปิ้ลได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคดิจิทัล แต่เป็นแนวคิดที่มีมานานกว่า 200 ปี ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ 

“เพราะ มนุษย์ทุกคนไม่มีใครเหมือนกันเลย… แม้ว่าเราจะอายุเท่ากัน เพศเดียวกัน อยู่ในครอบครัวเดียวกันหรือสังคมเดียวกัน เรามีความสนใจแตกต่างกัน เรามีความถนัดต่างกัน เรามีจังหวะการเรียนรู้ช้า เร็วแตกต่างกันทั้งสิ้น แต่ทุกวันนี้ เราถูกระบบการศึกษาแบบเมนสตรีม (Mainstream Education) หรือกระแสหลัก ที่จับให้เราอยู่ในบล็อกเดียวกัน แบบอุตสาหกรรม เป็นโรงงานผลิตคน แม้แต่วิธีการเรียกผู้เรียนว่า ‘ผลผลิต’ เป็นมุมมองที่มองการศึกษาแบบอุตสาหกรรมมากและโลกธุรกิจมาก ๆ”

อาจารย์เปิ้ลเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า ระบบการศึกษากระแสหลัก (Mainstream Education) หรือการศึกษาภาคบังคับที่เราคุ้นเคยนั้น มีข้อดีตรงที่ใช้ทรัพยากรน้อยในการจัดการคนหมู่มาก เปรียบเสมือน “โรงงานผลิตเสื้อโหล” ที่ผลิตทุกอย่างออกมาจากบล็อกเดียวกัน และใช้ระบบการสอบวัดผลทำหน้าที่เหมือนแผนก QC (Quality Control)

แต่ปัญหาคือ ระบบ QC นี้ไม่อาจชี้วัดศักยภาพที่แท้จริงได้ทุกมิติ และไม่ตอบโจทย์ธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความซับซ้อน ในทางตรงข้าม การจัดรูปแบบการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) นั้นเปรียบเสมือน “งานสั่งตัด” (Tailor-made) ที่แม้จะทำได้ยากและต้องอาศัยความประณีตสูงกว่ามาก แต่ก็ตอบโจทย์ผู้เรียนได้ตรงจุด

“มนุษย์ทุกคนมีการเรียนรู้หรือการเติบโตเฉพาะของตัวเอง เพราะถ้าทุกคนเหมือนกันหมด เกลื่อนตลาด ดาษดื่น แล้วใครจะอยากได้คุณไปทำงานด้วย เพราะคุณก็เหมือนๆ กับทุกคน ซึ่งจริงๆ การมีความเฉพาะตัว ความเป็นตัวเรา ความเชี่ยวชาญเฉพาะบางอย่าง จากประสบการณ์ชีวิต จากการเรียนรู้ของเรา จะช่วยสร้างสิ่งใหม่ที่จะไม่ซ้ำกับใครได้ เพราะเราทุกคนถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน”

บทพิสูจน์จากพื้นที่จริง: กรณีศึกษาการปรับเปลี่ยนโรงเรียน

หลายคนอาจมองว่าการทำห้องเรียนแบบยืดหยุ่นในระบบโรงเรียนเป็นเรื่องยาก อาจารย์เปิ้ล ยอมรับว่า ยาก

อย่างในช่วงที่ร่วมก่อตั้งโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

“เราชื่อว่า การเรียนรู้หรือการศึกษาความเป็นพื้นที่ให้เด็กทุกคนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเองและพัฒนาตัวเองได้อย่างศักยภาพ เพราะฉะนั้นตั้งแต่การจัดการเรียนรู้มัธยมต้น เราเปิดโอกาสให้เด็กได้ชิมลอง ประสบการณ์ที่หลากหลาย และเราเชื่อว่า การเรียนรู้จะไปในเชิงของประสบการณ์มากกว่าการเอาข้อมูลดาวน์โหลดลงไป เพราะฉะนั้นคุณครูในโรงเรียนก็จะสามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ได้ และใช้กระบวนการเรียนรู้ที่สร้างการมีส่วนร่วมเชิงประสบการณ์ เข้ามาผสมผสานกับการจัดการศึกษาได้ เรายังเรียนเหมือนปกติ แต่ก็มีช่องให้เด็กได้ลองและสัมผัสกับประสบการณ์เยอะมาก”

เมื่อถึงมัธยมปลาย โรงเรียนตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการรื้อระบบสาย “วิทย์-ศิลป์” ทิ้ง แล้วนำแนวคิด Personalized Learning มาใช้ผ่านกลุ่มความสนใจ (Concentration) ให้เด็กออกแบบและผสมผสานวิชาเรียนเองได้ แม้การจัดตารางสอนจะยากขึ้น แต่ก็พิสูจน์แล้วว่า เมื่อเด็กมีสิทธิ์เลือกและเป็น “เจ้าของ” เป้าหมายการเรียนรู้ พวกเขาจะผลักดันตัวเองไปได้ไกลกว่าที่ผู้ใหญ่คิด

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังท้าทายรากฐานของระบบการศึกษาเดิม ซึ่งสอดคล้องกับที่ จอห์น แลงคาสเตอร์ เคยชี้ว่า ระบบห้องเรียนในปัจจุบันเกิดจากความต้องการของรัฐที่อยากจัดการคนหมู่มากให้ง่ายที่สุด จึงจับเด็กวัยเดียวกันมาเรียนรวมกัน ซึ่งระบบที่เน้นความสะดวกในการบริหารนี้ อาจไม่ตอบโจทย์การดึงศักยภาพที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคนอีกต่อไป

อาจารย์เปิ้ลเล่าต่อว่า “แต่จุดพลิกผันที่ทำให้ระบบปัจจุบันมันเกิดขึ้นจริง ๆ คือกระดานดำ เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาในยุคนั้น ซึ่งเมื่อก่อนตอนที่ไม่มีกระดานดำ การจัดกลุ่มเรียนคือ ครูกับเด็กกลุ่มเล็กๆ ต้องสอนรายบุคคล ทำได้แค่กลุ่มเล็ก ๆ แต่เมื่อมีกระดานดำขึ้น กระดานดำหนึ่งแผ่น กับเด็กมหาศาลนั่งมองมาที่เดียว ครูคนเดียวสอนขึ้นกระดานได้เลย โดยมีฐานความเชื่อว่า เรียนเหมือนกัน น่าจะทำให้ทุกคนไปด้วยกันได้ แต่ก็ปรากฏว่า เมื่อไปสำรวจสถิติจริง ๆ ก็เจอเลยว่า เด็กประมาณ 70% เป็นเด็กที่ไม่สามารถเรียนไปได้ตามระบบนี้ เป็นเด็กที่สอบไม่ผ่าน เด็กที่ติดศูนย์ ติด ร. ต่อมาจึงเกิดระบบติว ระบบสอบซ่อม มาแก้ปัญหานี้ตามมาอีกที”
ในโรงเรียนที่มีความพร้อมสูงการจัดการศึกษาแบบ Personalized Learning ยังมีอุปสรรค กลับกันในโรงเรียนรัฐบาลในสังกัด สพฐ. จะสามารถจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นได้หรือไม่? อาจารย์เปิ้ล ยืนยันว่า ‘ทำได้’ และมีหลายพื้นที่พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ผ่านการตั้งคำถามที่ทรงพลังที่สุดว่า “เด็กที่มาเรียนกับเราคือใคร และเมื่อเขาจบไป เขาจะไปทำอะไร?”

อย่างที่เกิดขึ้นที่ โรงเรียนเขาน้อย จากโรงเรียนเสี่ยงถูกยุบ สู่ชมรมผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ อาจารย์เปิ้ลเล่าว่า โรงเรียนเขาน้อยเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เผชิญวิกฤตเด็กหลุดระบบ ครูที่นี่พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานเกษตรกร จึงปรับเปลี่ยนวีการสอนแทนที่จะยัดเยียดวิชาการที่ห่างไกลชีวิต โรงเรียนเลือกบูรณาการ ‘ทักษะการเกษตร’ เข้ากับ ‘ทักษะความเป็นผู้ประกอบการ’ นักเรียนได้ลงมือทำธุรกิจจริง ปลูกต้นไม้และทำการตลาดออนไลน์จนเกิดรายได้หลักแสนบาทต่อเดือนในขณะที่ยังเรียนอยู่ เป็นการปรับการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตและแก้ปัญหาปากท้องไปพร้อมกัน

และที่ โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จ.เชียงราย มี นวัตกรรมห้องเรียนระบบ 2 เกิดจากผู้อำนวยการโรงเรียนพบ ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ เพราะต้องไปทำงานหาเงินหรือดูแลครอบครัวที่เจ็บป่วย แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาหายไป โรงเรียนได้สร้าง ‘ห้องเรียนระบบ 2’ ที่ปลดล็อกเงื่อนไขด้านเวลาและสถานที่ เด็กสามารถไปทำงานหาเลี้ยงชีพ แต่ยังคงสถานะนักเรียนและเรียนรู้ผ่านช่องทางที่ยืดหยุ่น โดยมีครูคอยติดตามและประคับประคอง ความยืดหยุ่นนี้ช่วย ‘ช้อน’ เด็กที่กำลังจะจมน้ำให้กลับมามีวุฒิการศึกษาและมีทางเลือกในชีวิตที่ดีขึ้น

‘การศึกษาที่ยืดหยุ่น’ ทำอย่างไร?

เมื่อขยายภาพให้ชัดเจนขึ้นว่า “การศึกษาความยืดหยุ่น” อาจารย์เปิ้ล ได้อธิบายถึงการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ประกอบด้วย

1. ผู้เรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ ผู้เรียนคือศูนย์กลางและผู้กำกับการเรียนรู้ของตนเอง โดยครูต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ป้อนความรู้” มาเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ที่คอยสนับสนุนให้เด็กไปถึงเป้าหมาย

2. เวลายืดหยุ่น ทลายกรอบความเชื่อเดิมที่ว่าเด็กวัยเดียวกันต้องใช้เวลาเรียนเท่ากัน ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจเนื้อหาตามจังหวะ ความสามารถ และความสนใจของตนเอง

3. สถานที่ยืดหยุ่น การเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดด้วยรั้วโรงเรียน ควรทลายกำแพงเพื่อเชื่อมโยงผู้เรียนกับสังคมและแหล่งเรียนรู้ภายนอก เพื่อให้การศึกษาเข้าถึงได้จากทุกที่และลบเส้นแบ่งระหว่างเด็กในและนอกระบบ

4. วิธีการประเมินผลที่ตอบโจทย์ ก้าวข้ามการสอบแบบเดิมที่มักลดทอนความมั่นใจของผู้เรียน เปลี่ยนเป็นการประเมินที่หลากหลายตามความถนัด ออกแบบร่วมกับผู้เรียนเพื่อวัดผลตามจริง ที่สำคัญคือต้องมีการให้ข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง (Real-time feedback) เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนามนุษย์ ไม่ใช่แค่การตัดสินผลสอบปลายภาค

“ความเท่าเทียม” กับ “สายตาที่มองเห็น”

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ มีประเด็นชวนคิดที่ว่า การจัดการศึกษาในรูปแบบที่ต่างกัน ถือเป็นความไม่ยุติธรรมหรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อมีข้อถกเถียงว่า “ความเท่าเทียมคือความเหมือนกัน” เด็กที่มาโรงเรียนทุกวัน กับเด็กที่ต้องทำงานไปด้วยและเรียนผ่านห้องเรียนยืดหยุ่น หากสุดท้ายได้วุฒิการศึกษาเหมือนกัน จะถือว่าแฟร์หรือเปล่า?

ต่อข้อพิพาทนี้ อาจารย์เปิ้ล ชี้ให้เห็นถึงแก่นของปัญหาด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า “ความเท่ากัน ไม่ได้แปลว่าเท่าเทียม”

“บางครั้งความเท่ากันก็สร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะเงื่อนไขชีวิตและต้นทุนของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น หากเราคาดหวังจะใช้ ‘ไม้บรรทัดเดียว’ มาวัด เด็กที่ต้นทุนน้อยก็จะไม่มีวันถึงเกณฑ์และต้องหลุดออกจากระบบไป เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่การบีบให้ทุกคนออกมาตรงตามเส้นไม้บรรทัดเดียวกัน แต่คือการสร้างช่องทางให้เขาไปต่อได้ตามศักยภาพ ใครมีแรงน้อย ระบบก็ต้องเข้าไปช่วยเสริม”

แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่สะท้อนให้เห็นจริงผ่านมุมมองของเด็กๆ โรงเรียนห้วยซ้อ เมื่อ อาจารย์เปิ้ล ถามว่ารู้สึกไม่ยุติธรรมไหมที่เพื่อนซึ่งขาดเรียนบ่อย ๆ ได้เกรดเท่ากัน เด็กๆ กลับตอบว่า “ไม่” เพราะเข้าใจดีว่าเพื่อนมีภาระครอบครัวที่ต้องดูแล แค่เห็นเพื่อนกลับมาเรียนและจบไปพร้อมกันได้… เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

จุดเริ่มต้นสำหรับคนอยากเปลี่ยนแปลง

คุณครูที่อยู่ในโรงเรียนทุกวันนี้ หากอยากจะปรับกระบวนการหรือวิธีการทำงานของตัวเองอย่างไร? ในขณะนี้ระบบทั้งหลักสูตรแกนกลาง เกณฑ์วัดผลการเรียนจบ 

“จริง ๆ ส่วนมากจะอยู่นอกโรงเรียน มีทั้งแหล่งเรียนรู้ คนที่ลุกขึ้นมาทำเรื่องการศึกษา ที่มีเครื่องมือ ตัวช่วยต่าง ๆ เยอะ แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกสำคัญมาก คือ Mindset ของครู ต้องเชื่อก่อนว่า เป็นไปได้ และทำได้ อาจจะไม่ 100% อย่างที่เราฝัน และคอย ๆ พยายามปรับให้มีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะโลกกำลังไปทางนั้นมากขึ้น”

ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีและ AI (Artificial Intelligence) และอินเทอร์เน็ต ที่สามารถสอนหนังสือ ให้ข้อมูล และตรวจข้อสอบได้ดีกว่ามนุษย์ สิ่งเดียวที่เทคโนโลยีให้ไม่ได้คือ “สายสัมพันธ์และความใส่ใจ” 

เด็กหลายคนที่เคยเกือบหลุดจากระบบ เลือกที่จะกลับมาเรียนต่อ เพียงเพราะพวกเขาสัมผัสได้ว่า ยังมีผู้ใหญ่คนหนึ่งที่หวังดีและรอคอยความสำเร็จของเขาอยู่ 

“มีเด็กที่สะท้อนให้ฟังเลยว่า ผมเลือกที่จะกลับมาเรียน ซึ่งจริง ๆ ไม่เรียนก็ได้นะ เพราะว่างานก็มีทำแล้ว เป็นลูกจ้างก็จริงแต่ก็มีเงิน แต่ว่าครูเขาตามผมไม่หยุดเลย จนผมรู้สึกว่า ครูเขาตั้งใจอยากให้เราเรียนจริง ๆ นะ เลยยอมกลับมาแล้วก็เรียนต่อจนจบได้ หรือแม้แต่ที่เชียงดาว กลุ่มมะขามป้อม ที่เราทำงานกับเด็กนอกระบบ เด็กที่เรียน สกร. (กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ) มาเจอมะขามป้อมที่มีกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ กลายเป็นว่าเขาเลือกที่จะมาเรียนเอง โดยที่ไม่ถูกใครบังคับ แล้วก็มีพี่ ๆ ที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของน้อง ๆ เป็นคนคอยรับฟัง ซึ่งความสัมพันธ์แบบนี้ ที่ถ้าหากมีอยู่ในพื้นที่การเรียนรู้ จะช่วยทำให้ครูกับศิษย์เข้ากันได้มาก ๆ”

ปัจจุบันกระทรวงฯ เองก็เปิดพื้นที่ในหลักสูตรก็มีวิชาตามความสนใจมากขึ้น หรือการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งจริง ๆ มีช่องทางให้เราจัดการศึกษาได้อยู่ แต่เราก็ต้องเชื่อมั่นก่อนว่า เราทำได้ และกล้าที่จะทำโดยไม่กลัว ซึ่งหลาย ๆ ที่อาจจะกลัวว่าเป็นสิ่งผิด เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งใหม่ ไม่แปลกที่จะมีความกลัว

อาจารย์เปิ้ลและเครือข่าย ‘ก่อการครู’ รวมถึง ‘ห้องเรียนข้ามขอบ’ กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะอยู่ในระบบที่แข็งตัว แต่หากบุคลากรทางการศึกษามี Mindset ที่เชื่อมั่นในตัวผู้เรียน กล้าที่จะทดลองและก้าวข้ามความกลัว การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ก็สามารถเริ่มต้นขึ้นได้จากห้องเรียนเล็กๆ ของพวกเราทุกคน

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ