ไฮไลท์บทความ
- ครูไม่ได้มีแค่บทบาท “ผู้สอน” แต่ต้องรับมือกับความคาดหวังจากสังคม โครงสร้างองค์กร และนโยบายการศึกษา
- อัตลักษณ์ของครูส่งผลต่อการทำงานและการเรียนรู้ของผู้เรียน การเข้าใจตัวเองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาครู
- ความเป็นครูถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์ชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน และบริบททางสังคม
- การพัฒนาครูจึงไม่ควรเริ่มจากเทคนิคการสอนเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการกลับมาเข้าใจตัวเองและผู้อื่น
- “ครูคือมนุษย์” คือการเปิดพื้นที่ให้ครูกลับมาค้นหาคุณค่า ความหมาย และอัตลักษณ์ของตัวเอง เพื่อเติบโตไปพร้อมกับผู้เรียนอย่างยั่งยืน
เมื่อกล่าวถึงหลักสูตรอบรมของโครงการ ‘ก่อการครู’ หลายคนคงเคยได้ยินชื่อโมดูลการเรียนรู้ ‘ครูคือมนุษย์’ ซึ่งเป็นโมดูลการเรียนรู้แรกที่โครงการคาดหวังให้ครูแกนนำทุกคนได้เรียนรู้ ก่อนจะก้าวไปสู่โมดูลการเรียนรู้อื่น ๆ ของโครงการ
แล้วทำไมต้อง ‘ครูคือมนุษย์’? ครูทุกวันนี้ไม่ใช่มนุษย์หรือ? คำถามเหล่านี้อาจเป็นเสียงในใจของครูหลายคนเมื่อได้ยินชื่อโมดูลการเรียนรู้นี้
เพื่อคลายข้อสงสัยดังกล่าว บทความนี้จึงต้องการชวนผู้อ่านทำความเข้าใจเบื้องหลังแนวคิดของโมดูลการเรียนรู้ ‘ครูคือมนุษย์’ ภายใต้โครงการก่อการครู เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุใดการกลับมาทำงานกับเรื่องพื้นฐานที่สำคัญอย่างการเข้าใจ ‘ความเป็นมนุษย์’ ของคนเป็นครู จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
คนเป็นครูกับนานาความคาดหวัง
หากนึกถึงคำว่า ‘ครู’ คุณนึกถึงอะไร?
ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ, ครูเป็นแบบอย่างที่ดี, ครูเป็นผู้มีความรู้ดี มีความประพฤติดี, ครูคือผู้เสียสละ ผู้อุทิศตน, ครูสะพานแห่งโอกาสของเด็ก ๆ, ครูคือเรือจ้าง, ครูนักพัฒนา, ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี เชื่อฟัง, ผู้บังคับบัญชาที่เป็นแบบอย่าง, …
เมื่อสำรวจคำหรือวลีที่สะท้อนภาพจำหรือความคาดหวังที่สังคมมีต่อ ‘ครู’ มักพบว่า ครูถูกคาดหวังให้เป็นผู้ประพฤติดี เป็นแบบอย่างที่ดีของนักเรียน เป็นผู้เสียสละที่ต้องอุทิศตนเพื่อนักเรียน และเป็นผู้อยู่ในระเบียบแบบแผนตามโครงสร้างการบังคับบัญชาต่าง ๆ เป็นต้น
ความคาดหวังเหล่านี้ที่ฝังรากอยู่ในระบบคิดของสังคม ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่เป็นไปตามกรอบความคาดหวัง ครูที่ก้าวออกนอกกรอบนั้นมักถูกตั้งคำถามทันที เช่น ครูที่ใส่บิกินีไปเที่ยวทะเลถูกมองว่าทำตัวไม่เหมาะสม หรือครูที่ออกมาตั้งคำถามต่อภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน ถูกมองว่าเป็นครูที่ไม่มีความเสียสละ เป็นต้น
สิ่งที่อาจต้องกลับมาคำนึงถึงคือ เรากำลังคาดหวังให้ครูเป็นใคร และเพื่ออะไร? ความคาดหวังต่าง ๆ ที่สังคมมีต่อคนเป็นครูนั้น ส่งผลหรือก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไรต่อการทำหน้าที่หลักของครู นั่นคือ การสร้างการเรียนรู้ให้กับนักเรียนของตนเอง
ตัวตนของครูส่งผลกับการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างไร
“การที่คุณครูจะสามารถรักษาความมุ่งมั่นในวิชาชีพได้ พวกเขาจำเป็นต้องรู้ว่าตัวเองคือใคร ตัวเองทำอะไร และเข้าใจอัตลักษณ์ของตนเอง” (Christopher Day)
งานศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่า ‘อัตลักษณ์ของครู’ ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดย ‘อัตลักษณ์’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงภาพจำหรือความคาดหวังที่สังคมมีต่อคนเป็นครู แต่หมายถึงความเข้าใจที่ครูมีต่อตนเอง และการแสดงออกถึงความเป็นตัวเองต่อผู้อื่น ซึ่งอัตลักษณ์ของครูอาจมีความคงที่หรือแปรเปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ (1) ชีวิตส่วนตัว (2) โครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร และ (3) สังคมหรือนโยบายทางการศึกษา (Day, 2011 อ้างถึงใน สิทธิชัย วิชัยดิษฐ, 2564)
ดังนั้น เราอาจเข้าใจได้ว่า ‘อัตลักษณ์ของครู’ เป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างจากอิทธิพลของหลายปัจจัยร่วมกัน มิได้เกิดขึ้นจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว
Day (2011 อ้างถึงใน สิทธิชัย วิชัยดิษฐ, 2564) ชี้ให้เห็นว่า ครูอาจมีอัตลักษณ์ที่มั่นคงหรือไม่มั่นคงก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของครู และอัตลักษณ์ดังกล่าวสามารถส่งผลทั้งทางบวกและทางลบต่อผู้เรียน โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทบต่อความอ่อนไหวของอัตลักษณ์ครูมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนบุคคล เช่น การมีลูกหรือการเจ็บป่วย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร เช่น การเปลี่ยนผู้บริหาร หรือความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสังคมหรือนโยบายทางการศึกษา ซึ่งนำมาสู่ความคาดหวังที่มีต่อตัวครูแตกต่างไปจากเดิม
หากครูไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างสมดุล หรือไม่สามารถจัดการชีวิต อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองได้อย่างเหมาะสม ก็อาจนำไปสู่ความเครียด ความกดดัน และทำให้ประสิทธิภาพในการสอนลดลง
“ตอนนั้นเรียกว่าเราไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว เพราะเราป่วยด้วย และมีความรู้สึกว่างานที่ทำไม่ได้มีคุณค่ากับอะไรเลย เราใช้เวลาไปกับการทำเอกสาร ไปนั่งประชุมในห้องที่แม้แต่เรายกมือหรือพูดอะไร ตั้งคำถามกับบางเรื่อง เช่น เราไม่จำเป็นจะต้องให้เด็กมายืนกลางแดด ทำในร่มได้ไหม แต่กลับทำให้เราดูเหมือนเป็นคนก้าวร้าวรุนแรง เป็นคำถามที่เรามีตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน” เสียงสะท้อนจากครูที่เข้าร่วมโครงการ
ข้อความข้างต้นเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นสภาวะที่อัตลักษณ์ของครู ‘สั่นคลอน’ กล่าวคือ โครงสร้างการควบคุมในบริบทของโรงเรียนไม่เหลือพื้นที่ให้ครูได้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ส่งผลต่อความรู้สึกและคุณค่าที่ครูมีต่อตนเอง และท้ายที่สุดก็ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของครู หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งส่งผลในทางลบ หรือขัดแย้งกับปัจจัยอื่น ครูก็อาจต้องเผชิญกับความสั่นคลอนทางอารมณ์ และทำให้แรงจูงใจในการทำงานลดลง
ขณะเดียวกัน หากอิทธิพลของปัจจัยทั้ง 3 ด้านมีความสมดุล กล่าวคือ ครูสามารถจัดการองค์ประกอบในชีวิตได้อย่างเหมาะสม ทั้งในเรื่องชีวิตส่วนตัว หน้าที่การงาน และพร้อมรับมือกับนโยบายทางการศึกษา ก็จะส่งผลให้ครูมีอัตลักษณ์ที่มั่นคงและสมดุลเช่นกัน ความมุ่งมั่น ทุ่มเท และแรงจูงใจที่ครูมีต่อการทำงาน จะนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และหล่อเลี้ยงพลังในการทำงานเพื่อผู้เรียน เพราะครูเห็น ‘คุณค่าและความหมาย’ ของการเป็นครู ขณะเดียวกันก็สามารถรับมือกับปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อตนเองได้อย่างสมดุล (สิทธิชัย วิชัยดิษฐ, 2564)
กลับมาทบทวน ‘ครูคือมนุษย์’
ก่อการครูเชื่อว่า พื้นฐานสำคัญของการพัฒนาครูไม่ใช่เพียงการเติมเทคนิคหรือวิธีการสอนใหม่ ๆ แต่คือการให้ความสำคัญกับ ‘ความสัมพันธ์’ ที่ครูมีต่อผู้คนรอบตัว ทั้งนักเรียน เพื่อนร่วมงาน และผู้บริหาร ซึ่งก่อนที่ครูจะเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลับมาทำความเข้าใจตนเองเสียก่อน
‘ก่อการครู’ จึงเริ่มต้นด้วยการ ‘เปิดพื้นที่’ ให้ครูได้กลับมาค้นหาตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความฝัน มีแรงบันดาลใจ และได้กลับไปทบทวนคุณค่าที่ตนเองเคยยึดถือ รวมทั้งมองเห็นผู้อื่นบนความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน และประสบการณ์เหล่านี้เองคือจุดเริ่มต้นที่หล่อหลอมให้ ‘อัตลักษณ์ของครู’ ในแต่ละคนแตกต่างกัน
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ โจทย์สำคัญที่ชวนให้ครูได้ทำงานต่อ คือ เราจะร่วมกันสร้างสรรค์อัตลักษณ์เชิงบวกของความเป็นครูขึ้นมาได้อย่างไร เพื่อให้ครูมีความสุขกับวิชาชีพ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน
กระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญในโมดูล ‘ครูคือมนุษย์’ ประกอบด้วย
1. ครูคือมนุษย์: สำรวจภูมิทัศน์ภายในของคนเป็นครู โดย คุณธนัญธร เปรมใจชื่น มีเป้าหมายเพื่อชวนครูเดินทางสำรวจโลกภายในของตนเอง กลับไปค้นหาคุณค่าที่ยึดถือ ความกลัว และการก้าวข้ามข้อจำกัดของตนเอง รวมถึงทำความเข้าใจอัตลักษณ์ของตนเองในฐานะครูที่ส่งผลต่อผู้คนรอบตัว
2. กระบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าใจความแตกต่างหลากหลาย โดย นพ.พนม เกตุมาน มีเป้าหมายเพื่อให้ครูย้อนกลับไปมองเห็นเส้นทางชีวิต ประสบการณ์ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่หล่อหลอมให้เกิดอัตลักษณ์ วิธีคิด และความรู้สึกที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคน เพื่อเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของผู้คน
3. กล้าที่จะไม่สอน: การสอนในวัฒนธรรมอำนาจนิยมสู่กระบวนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ โดย คุณพฤหัส พหลกุลบุตร และทีมจาก มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) มีเป้าหมายเพื่อให้ครูมองเห็นความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ครอบอยู่กับโรงเรียน ตระหนักถึงความต้องการของผู้คนในตำแหน่งต่าง ๆ ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว เข้าใจที่มาของความขัดแย้ง และมองเห็นแนวทางในการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
อ้างอิง:
สิทธิชัย วิชัยดิษฐ. (2564). การพัฒนาครูอย่างเป็นองค์รวม: เส้นทางร่วมสร้างของก่อการครู. คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


