“ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” หรือ PLC เป็นคำที่คุณครูหลายคนรู้จักดีพอ ๆ กับความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่มักเดินทางมาคู่กัน เพราะในสถานศึกษาจำนวนไม่น้อย PLC มักเป็นหนึ่งกิจกรรมแสนเครียดที่มาในบรรยากาศของการประชุม มีความเป็นทางการสูง เน้นถ่ายภาพทำรายงาน และทำเอกสารบันทึก
เมื่อเป็นเช่นนั้น PLC จึงได้กลับกลายเป็นอีกหนึ่งภาระงานที่แทรกเข้ามาให้หนักใจมากกว่าเดิม แทนที่จะเป็นเครื่องมือซึ่งช่วยทำให้ครูได้เข้าใจตนเองและความสัมพันธ์รอบตัวในการทำงาน รวมทั้งเติมไฟให้มีพลังในการทำงานได้มากขึ้น
“ตลาดวิชา” ในการอบรมของก่อการครู โมดูลที่ 2 ซึ่งเป็นโมดูลที่พาครูผู้เข้าร่วมมาลองขยับความคิดความเชื่อผ่านหลักสูตรที่หลากหลายจึงมีการออกแบบรายวิชา “Impactful PLC” ที่ริเริ่มและออกแบบโดยทีม PLC Reform กลุ่มครูผู้ก่อการรุ่นใหม่ไฟแรงผู้เชื่อในพลัง “ความสัมพันธ์” ของผู้คนซึ่งต่างร่วมทำงานเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในระบบการศึกษา
บทความนี้พาไปชวนคุยกับ “ครูคัตเตอร์—วิจินต์ รวมฉิมพลี” ครูโรงเรียนหอวัง ปทุมธานี หนึ่งในแกนนำของโหนด PLC Reform เพื่อคลี่ขยายให้เห็นถึงเส้นทางการก่อร่างขึ้นของตลาดวิชา Impactful PLC
หมุดหมายและความมุ่งมั่นของวิชานี้คืออะไร
จะพาเราไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง PLC ในแง่มุมไหน
และปลายทางของการเรียนรู้ร่วมกันนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร

บันดาลใจให้เกิด Impactful PLC
เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการคลี่ขยายกันถึง “โหนด PLC Reform” ซึ่งเป็นทีมที่ริเริ่มสร้างสรรค์กระบวนการในวิชา Impactful PLC โดยประกอบไปด้วยครูผู้ก่อการอย่าง ครูกุ๊กกั๊ก—ร่มเกล้า ช้างน้อย โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์, ครูโปเต้—ธนา เอี่ยมบำรุงทรัพย์ โรงเรียนพานทอง, ครูเบียร์—รัฐศักดิ์ มณีเนตร โรงเรียนวัดราชโอรส, ครูอ้อม—สุภาภรณ์ สุดแสวง โรงเรียนวัดราชโอรส และคนที่เราสนทนาด้วยในวันนี้อย่าง ครูคัตเตอร์—วิจินต์ รวมฉิมพลี โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี
หนึ่งในโหนดของก่อการครูที่ทำงานขับเคลื่อนการศึกษากันมาอย่างต่อเนื่อง
“เราก็ทำงานในโหนดของเรามาเรื่อย ๆ จนถึงจุดเปลี่ยนที่พวกเราได้มาเป็นตัวตั้งตัวตีของวิชา ‘Impactful PLC’ ในตลาดวิชาของก่อการครู ตอนนั้นคือช่วงที่ก่อการครูทำงานร่วมกับครูในสังกัด กทม. โดยมีการประชุมงาน มีการคุยกันเรื่องกระบวนการ และในจังหวะนั้นเอง ก็มีการคุยกันว่า ‘ในเมื่อมี PLC Reform อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ทำเวิร์กชอป PLC แบบลึกๆ ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้จริงสักครั้งกันไปเลย’ ตอนแรกทีมพวกเราก็เข้าใจว่าเป็นกิจกรรมวันเดียว แต่สุดท้ายคือทำจริงจังเป็นหนึ่งในตลาดวิชา”
เมื่ออยู่ในบทบาทของผู้สร้างสรรค์วิชานี้และดำเนินการในฐานะกระบวนกร ทีมจึงต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกันอย่างจริงจังอีกครั้งว่า “ถ้าจะทำเวิร์กชอป PLC ให้คุ้มค่ากับการลงแรง เราอยากเห็น PLC แบบไหน” ซึ่งคำตอบที่ออกมาก็เรียบง่าย คือ “ทีมมีความเชื่อเหมือนกันว่าอยากทำให้ PLC เป็นการพูดคุยแบบธรรมชาติ ที่อาจจะได้อะไร หรือสุดท้ายไม่ได้อะไรใหญ่โตออกมาก็ได้ มันอาจไปแก้ไขอะไรบางอย่างแม้เพียงเล็กน้อยก็ได้” ครูคัตเตอร์เล่า
คำว่า “Impactful” ที่ซุกซ่อนอยู่ในวิชานี้จึงไม่ใช่คำสวยหรูหรือหมายถึงเวิร์กชอปที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่โตอะไร แต่เป็นการตั้งโจทย์กลับไปยัง PLC ที่คนทำงานรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่ “ไม่มีพลัง” มานาน ให้เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างมีความหมาย พร้อมทั้งเสริมสร้างพลังใจให้แก่คุณครู “บางทีแค่คุยกันเรื่องการสอน คุยกันปกติ ก็เป็น PLC ได้ เราต้องการให้มันเป็นการคุยกันแบบธรรมชาติ นี่คือภาพของ Impactful PLC ที่เริ่มต้นจากการพา PLC กลับไปอยู่ในพื้นที่ที่มันควรอยู่ตั้งแต่แรก”

คน-ประเด็น-เส้นทาง
เมื่อถามถึงแนวคิดของวิชานี้ ครูคัตเตอร์เล่าถึง “เบื้องหลังการออกแบบ” ให้เห็นก่อนว่าแนวคิดเหล่านี้หล่อหลอมผ่านประสบการณ์ของคนในทีมจากการคลุกคลีอยู่กับประเด็นปัญหาเรื่องการศึกษาในฐานะคุณครู จนกระทั่งได้เป็นแกนนำในการทำงานวิชานี้ ทีมก็มีการประชุมพูดคุยเพื่อวางแผนการทำงาน และมีทีมจากก่อการครูที่เข้ามาช่วยให้จับแก่นความเชื่อของตัวเองได้แม่นมั่นยิ่งขึ้น
“ต้องขอบคุณพี่มะโหนกจาก Black Box ที่มาช่วยทำให้เราเห็นเส้นทางการทำงานที่ชัดขึ้น แล้วเราก็ถอดออกมาเป็นแนวคิดหลักของวิชา”
แนวคิดของวิชา Impactful PLC ถอดออกมาได้เป็นสามคำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน คือ คน–ประเด็น–เส้นทาง “คน หมายถึง การสื่อถึงว่า PLC ต้องมีผู้คน คนมากคนน้อยก็เป็น PLC ได้ คุยกันแบบสองคนก็เป็น PLC ได้ ประเด็น คือ สิ่งที่วงคุยกำลังจะคุยหรือสนใจ อาจเป็นเรื่องในห้องเรียนหรือไม่ใช่ก็ได้ และ เส้นทาง คือ วิธีการของแต่ละคนในบริบทของตัวเอง อาจมีการรวมกลุ่ม หรือเริ่มจากสองคน บางกลุ่มอาจมีผู้บริหารร่วมวง ทุกคนมีเส้นทางที่ไม่เหมือนกันได้”
ครูคัตเตอร์ย้ำอีกว่า วิชานี้ไม่ได้ตั้งใจให้ทุกคนกลับไปทำเหมือนกัน หรือเป็นเหมือนกันทั้งหมด แต่เราเป็นเพียงคนเติมองค์ประกอบที่ทำให้วงคุยของพวกเขา “เป็น PLC ที่มีชีวิตมากขึ้น” โดยครูสามารถวางเส้นทางในแบบของตัวเองได้
“เราไม่ได้สอนเพื่อให้ครูไปทำแบบเรา แต่เสนอวิธีการเลือกอีกวิธีหนึ่ง และเกิดความเข้าใจคำว่า PLC ในอีกหนึ่งรูปแบบหนึ่ง”
ดังนั้น วิชานี้จึงไม่ใช่วิชาที่เน้นเรื่องเครื่องมือ แต่เป็นโลกการเรียนรู้อีกใบหนึ่งของ PLC ที่มุ่งให้หลายคนได้กลับไปทำความเข้าใจตัวเองและมองหาเส้นทางในแบบของตัวเองได้ ครูคัตเตอร์กล่าวว่า “หลายคนคิดว่าเข้ามาเวิร์กชอปเพื่อหาเครื่องมือ แต่พอออกแบบกระบวนการ เรากลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องเครื่องมือ เราแค่เชื่อว่าทำได้ก่อน แล้วใช้ความเป็นเราไปคุยกับชุมชนการทำงานที่เราอยู่ เท่านี้ก็สร้างสรรค์อะไรต่อไปได้อีกมากมาย”
ในโลกที่ครูถูกสอนให้สะสมเครื่องมือจนเต็มโต๊ะ วิชานี้จึงเหมือนชวนหยุด แล้วถามใหม่ว่า “ตัวเรามีอะไรอยู่แล้วบ้าง” เพราะบางทีสิ่งที่ทำให้วงคุยเกิด ไม่ใช่เครื่องมือใหม่ แต่คือความกล้าที่จะเริ่มคุยแบบคนจริง ๆ นั่นเอง
วิชานี้จึงมีบรรยากาศในการเรียนรู้แบบ “สบาย ๆ” ไปจนถึงขั้น “ตลกขำขันกันทั้งคลาส” เพื่อเป็นการทำให้วงคุยไม่ถูกกดดันด้วยความเคร่งเครียดที่คุ้นชินอย่าง PLC แบบเดิมที่ต้องเคร่งเครียดเรื่องเอกสารต่าง ๆ มากมาย และในความสบายนี้เอง ผู้เข้าร่วมก็จะเริ่มได้เห็นว่า PLC ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นประตูอีกบานหนึ่งที่จะทำให้เราเริ่มเข้าถึงการทำ PLC ได้มากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ถ้าความสัมพันธ์ดี PLC จะมีพลัง
ด้วยความมุ่งมั่นและแนวคิดที่อยากให้ PLC เป็นเนื้อเดียวกับการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติดังที่กล่าวข้างต้น ฟีดแบ็กที่ทีมได้ยินกลับมาจากครูผู้เข้าร่วมคลาสจึงไม่ใช่ “ทฤษฎีแน่นมาก” หรือ “เครื่องมือเจ๋งมาก” แต่เป็นประโยคธรรมดาที่ทรงพลังในอีกแบบหนึ่งคือ “ง่ายจังเลย” แต่ความ “ง่าย” ที่ว่านั้น ไม่ได้เกิดจากการตัดทอนสาระ หากเกิดจากการกลับไปจับแก่นที่ถูกลืม คือความรู้สึกอยากทำ อยากริเริ่ม อยากพูดคุย
ทั้งนี้ ครูคัตเตอร์ยืนยันว่าทีมไม่ได้มุ่งที่จะไปตัดสินว่า PLC ที่แต่ละโรงเรียนเคยทำมาก่อนหน้านั้น “ผิด” เพียงแต่วิชานี้อยากเสนอว่า “PLC ที่เราเชื่อมีหน้าตาเป็นแบบนี้ และ PLC มีหลายแบบบนโลก” ผู้เข้าร่วมอยากทำ PLC รูปแบบใด ก็สามารถออกแบบได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เหมาะกับตนเองและ “ความสัมพันธ์” รอบตัวมากที่สุด
เมื่อพูดถึง “ความสัมพันธ์” ทีม PLC Reform เชื่อว่าลึกลงไปใต้แนวคิด คน–ประเด็น–เส้นทางยังมีฐานที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ของผู้คนในแผนผังการทำงานทั้งหมดรอบตัวครู
เขายกตัวอย่าง “เกลียดกันก็ได้ แต่ต้องทำงานด้วยกันได้ ถ้าทำงานด้วยกันไม่ได้ ไปไม่รอดทั้งองค์กร” เพราะฉะนั้น PLC ในสายตาเขาไม่ใช่แค่การคุยเพื่อให้งานเดิน แต่เป็นการคุยเพื่อให้ “คน” เดินไปด้วยกันได้ หรือการสร้างความสัมพันธ์บางอย่างขึ้นมาเพื่อให้การทำงานเป็นไปตามเป้าหมายที่แต่ละคนมุ่งหวัง
“ยิ่งได้รับฟีดแบ็กจากผู้เข้าร่วม ยิ่งทำให้ทีมเห็นภาพชัดขึ้นว่า ความสัมพันธ์เปลี่ยนวิธีคุยได้จริง ผู้บริหารบางคนเอาไปใช้แล้วรู้สึกว่าตัวเอง ‘ซอฟต์ลง’ การคุยกับครูไม่ใช่การออกคำสั่ง แต่เป็นการร่วมคิดร่วมทำ”
เสียงสะท้อนจากฝั่งครูสังกัด กทม. ครูคัตเตอร์เล่าว่า แม้ผลระยะยาวยังไม่เห็นชัด แต่มีตัวอย่างที่สะท้อนแก่นของวิชา เช่น การเอา PLC ไปคุยเรื่องการปกครองดูแลนักเรียน ไม่ใช่เรื่องวิธีสอนในห้องเรียนเท่านั้น แม้บางวิธียังปะปนรูปแบบลงโทษเก่า ๆ อยู่ แต่สิ่งที่ทีมเลือกมองคือ “จุดเริ่มต้นของการคุยจริงจังการมีจุดร่วมร่วมกันก่อน เราไม่ได้ไปมองผลลัพธ์ว่าต้องถูกต้องตามหลักการทั้งหมด แต่มองว่าอย่างน้อย คุณครูหลายคนได้เริ่มจากการคุยกันจริง ๆ เกิดความสัมพันธ์ ขยายเครือข่าย และมีจุดร่วมกันได้แล้ว”
ความสัมพันธ์ที่ดีในความหมายว่า “สามารถพูดคุยกันได้ทุกฝ่ายแม้จะเห็นต่างกัน” จึงเป็นเงื่อนไขและแรงขับเน้นที่สำคัญมากให้ผู้คนในระบบทำงานร่วมกันได้โดยไม่แตกหัก และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมวิชานี้จึงงย้ำว่า PLC ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเอกสาร แต่เริ่มจากการทำให้คนรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดคุยกัน
เรียน(วิชานี้)ไปทำไม
เมื่อถามว่าทำไมอยากชวนครูมาเรียนวิชานี้ ครูคัตเตอร์ชวนย้อนมองไปยังพื้นที่ที่ใกล้ครูที่สุดอย่างห้องเรียนก่อน “ถ้าอยากให้เด็กเติบโตในทิศทางที่เราต้องการ เราก็ต้องคุย การคุยกับเด็กก็เหมือน PLC อีกแบบหนึ่ง” ครูคัตเตอร์อธิบายอีกว่าวิธีการสอนที่ครูจำนวนมากเติบโตมากับมัน มักหนักไปทาง “สั่ง–สอน” แต่เด็กเปลี่ยนแปลงไปเสมอ อาจต้องมีวิธีการหลากหลายและครูต้องยืดหยุ่นมากขึ้น
ดังนั้น PLC ในความหมายของทีมจึงไม่ใช่คุยกันเพื่อให้ได้งานเท่านั้น หากแต่เป็นการหาจุดร่วมบางอย่างของคนในห้องเรียนและในโรงเรียน “เธออยากให้ห้องเรียนเป็นแบบนี้ ครูอยากให้ห้องเรียนเป็นแบบนี้ เรามาทำงานด้วยกันไหม” ในภาพนี้ PLC คือ การออกแบบ “เส้นทางร่วมกัน” ให้คนที่ต่างกันเดินไปด้วยกันได้ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ประสานกันอยู่ในบทบาทใดบทบาทหนึ่ง

เรียนไปทำไม?
นอกจากประเด็นสำคัญที่กล่าวมาทั้งหมด ครูคัตเตอร์ขมวดให้เห็นหมุดหมายปลายทางที่อยากให้เกิดขึ้นเมื่อคุณครูได้เข้ามาในคลาส Impactful PLC
“สิ่งแรกที่จะได้แน่ ๆ คือทักษะกระบวนกร ทำให้เข้าใจวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้วงคุยสามารถเดินต่อ ต่อมาคือการเห็นศักยภาพของตัวเองในฐานะคนที่กำลังคุยกับคน ได้เห็นว่าตัวเองมีความสามารถอะไรในการไปคุยกับคนอื่น เช่น บางคนใช้ความขี้เล่น บางคนใช้ความน่ารัก บางคนใช้ความละมุน
“อีกอย่างคือการได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจคนมากขึ้น โดยเฉพาะเข้าใจตัวเองมากขึ้น พอคุยกับคนมากขึ้น เราจะรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นแบบที่เราเห็นทั้งหมด แล้วเราก็จะตกตะกอนในใจได้อีกชั้นหนึ่งว่าเราเองเป็นคนแบบไหน จึงทำให้เกิดความเข้าใจตัวเองมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ในการทำงานได้มากขึ้น รวมถึงทำงานกับความสัมพันธ์เหล่านั้นได้ดีขึ้น”
อาจกล่าวได้ว่า ในโลกการศึกษาที่ครูถูกบีบให้ทำให้เสร็จ ทำให้ครบภายในเวลาอันจำกัด วิชานี้เหมือนเกิดขึ้นมาเพื่อชวนให้ช้าลงอีกนิด เพื่อกลับมา “ฟัง” ตัวเองและผู้คนรอบข้างให้มากขึ้น เพราะบางทีสิ่งที่ทำให้ PLC มีพลังไม่ใช่กระบวนการใหม่ หรือเครื่องมือที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่คือการกลับมามีความสัมพันธ์ที่สามารถพูดคุยกันได้อย่างสบายใจและ “พอจะหาจุดร่วมกัน” ได้อีกครั้ง
เมื่อความสัมพันธ์ดีขึ้น การคุยกันก็ง่ายและชัดเจนขึ้น คน-ประเด็น-เส้นทาง ในการทำงานก็จะปรากฏ หาก PLC มีความหมายเช่นนี้ พื้นที่ตรงนี้ก็จะกลายเป็นชุมชนของคนที่อยากเรียนรู้ไปด้วยกันอย่างแท้จริง





