พูดคุยกับ อาจารย์ลือชัย ศรีเงินยวง นักวิจัยอิสระและผู้ช่วยโครงการห้องเรียนข้ามขอบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปัญหาของเด็กไม่ขึ้นกับฐานะ แต่ขึ้นกับ ‘รูปแบบ’ ความเข้าใจผิดที่แพร่หลายในสังคม โดยการมองว่าเด็กที่มีฐานะดี หรืออยู่ในเมืองย่อมมีปัญหาน้อยกว่าเด็กชายขอบหรือเด็กในชนบท อาจารย์ลือชัย ศรีเงินยวง นักวิจัยอิสระ และผู้ช่วยโครงการห้องเรียนข้ามขอบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนตั้งคำถามพร้อมกับชี้ให้เห็นว่า นี่เองคือจุดบอดสำคัญ ของการทำงานด้านการศึกษา เพราะความจริงคือ เด็กทุกกลุ่มต่างมีปัญหาในระดับที่ไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่รูปแบบของปัญหาต่างหากที่แตกต่างกัน
เกือบ 1 ชั่วโมงของการพูดคุยในรายการ Podcast ชั่วโมงนี้ไม่มีคำตอบ Ep.2 ในหัวข้อ รื้อถอนกรอบการเรียนรู้: การศึกษาที่แท้คืออะไร? คุยกับ อ.ลือชัย เผยแพร่ผ่าน YouTube ก่อการครู ซึ่งบทความนี้ได้หยิบยกหัวข้อ และอยากชวนให้ทุกคนได้กะเทาะเปลือกปัญหาการศึกษา ชวนให้ตั้งคำถามและร่วมค้นหาคำตอบไปด้วยกันว่า การศึกษาที่ทำให้เด็กงอกงามได้อย่างแท้จริงควรเป็นอย่างไร
อาจารย์ลือชัยเล่าถึง กลุ่มเด็กที่ขาดแคลนทางวัตถุและโอกาส พร้อมชี้ปัญหามีรากที่จับต้องได้ชัดเจน เช่น เด็กชนเผ่าม้งในพะเยา ที่ไม่เข้าเรียนเพราะพูดภาษากลางไม่ได้ ถูกเพื่อนล้อเลียน และมองเห็นตรงๆ ว่าแม้จะเรียนจบก็แข่งขันกับคนในเมืองไม่ได้อยู่ดี การเลือกออกมาช่วยแม่ทำไร่จึงสมเหตุสมผลในบริบทของเขา หรือเด็กในห้วยซ้อ เชียงราย ที่พ่อแม่ต้องออกไปกรีดยาง ตั้งแต่มืดค่ำกลับมาเช้า ไม่มีเวลาเหลือไว้ดูแลลูก
แต่เด็กในเมืองที่วัตถุพรั่งพร้อมกลับเผชิญปัญหาอีกชุดหนึ่ง ได้แก่ ความเหงาที่ล่องลอยอยู่ในชีวิต การไม่รู้ว่าตัวเองมีคุณค่าตรงไหน การพึ่งพาโซเชียลมีเดียเป็นกระจกสะท้อนตัวตน ความกดดันจากการแข่งขันทางการเรียน ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด และที่สำคัญกว่านั้นคือการไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไรจากชีวิต ปัญหาเหล่านี้อาจดูเงียบและซ่อนเร้นกว่า แต่ไม่ได้เบากว่า
สิ่งที่เหมือนกันในเด็กทั้งสองกลุ่มคือความต้องการพื้นฐานที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ได้แก่ ความรัก การเป็นที่ยอมรับ และพื้นที่ในการค้นพบตัวเอง ความต้องการเหล่านี้ไม่ได้หายไปเพียงเพราะมีโทรศัพท์ราคาแพงหรืออาหารครบสามมื้อ
“เด็กในเมืองที่มีโอกาสทางวัตถุที่ดีกว่า ไม่ได้แปลว่ามีปัญหาน้อยกว่า แต่รูปแบบปัญหาอาจจะต่างกันเท่านั้นเอง” อาจารย์ลือชัยกล่าว
รากของปัญหา: ครอบครัวและชุมชนที่พังทลาย
จากการลงพื้นที่วิจัยในหลายจังหวัดมาตลอดหลายปี ทำให้พบว่า ปัญหาของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา หรืออยู่ในสภาวะเปราะบาง ล้วนมีต้นกำเนิดร่วมกันคือการพังทลายของสถาบันครอบครัวและชุมชน ซึ่งเป็น“รากฐานที่แท้จริงของพัฒนาการเด็ก”
ที่จังหวัดพิจิตร อาจารย์พบเด็กที่มีอาการคล้ายออทิสติก เมื่อสืบประวัติพบว่า แม่ตั้งครรภ์ขณะอายุเพียง 13 ปี ส่วนยายในบ้านเดียวกันมีลูกถึง 8 คนจากพ่อสองคน แต่ละคนก็มีลูกคนละหลายคนอีก
นี่คือวงจรปัญหาที่ส่งต่อข้ามรุ่นอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีใครเข้าไปตัดวงจร ที่ห้วยซ้อ จังหวัดเชียงราย ภาพก็ไม่ต่างกัน ครอบครัวหนึ่งซึ่งมีคุณตารับเลี้ยงหลาน 3 คนจากลูก 3 คน ที่ย้ายถิ่นหรือหย่าร้างแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ บางบ้านที่ดูแลเด็กคือญาติที่ “จ้างเลี้ยง” โดยไม่มีพันธะทางสายเลือด ในชุมชนห้วยซ้อซึ่งเป็นชุมชนที่คนอพยพเข้ามาหักร้างถางพงทีละกลุ่ม จะเห็นว่า ความเป็นปึกแผ่นของชุมชน ก็ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะรับแรงกดดันเหล่านี้ได้
เมื่อเศรษฐกิจพลิกผัน ราคายางพาราสูงขึ้น พ่อแม่ก็มุ่งแต่ทำงานเพื่อใช้หนี้และหารายได้ เวลาที่เหลือให้ลูกก็ยิ่งหดสั้นลง เด็กหลายคนจึงเติบโตมาในบ้านที่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยทางกาย แต่ขาดการดูแลทางจิตใจอย่างสิ้นเชิง
พร้อมย้ำว่า ตราบใดที่ยังไม่แก้ปัญหาฐานรากอันนี้ การพยายามดึงเด็กกลับเข้าโรงเรียน หรือออกแบบหลักสูตรใหม่ ก็เปรียบเสมือนการเทน้ำใส่ตะกร้า เพราะเด็กที่ “ฝังอยู่ในปัญหา” ทั้งด้านจิตใจ ครอบครัว และเศรษฐกิจพร้อมกัน ย่อมยากที่จะตอบสนองต่อมาตรการด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว
วิกฤตของการศึกษาสมัยใหม่: สี่ข้อที่ถูกมองข้าม
วิกฤตของระบบการศึกษาสมัยใหม่ ไม่ใช่ปัญหาเชิงเทคนิค ที่แก้ได้ด้วยนวัตกรรมหรือนโยบายใหม่ แต่เป็นวิกฤตในระดับ “ฐานคิด” หรือกรอบความคิดที่อยู่เบื้องหลังระบบทั้งหมด จากการพูดคุยสามารถสรุปได้ออกเป็น สี่ประการหลัก ประกอบด้วย
1. ไม่ทันต่อทักษะที่โลกต้องการ
ระบบการศึกษาถูกออกแบบมาในยุคอุตสาหกรรม เน้นการผลิตแรงงานที่ทำซ้ำได้ตามมาตรฐาน แต่โลกปัจจุบันซึ่งต้องการทักษะที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทั้งการคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานร่วมกัน การปรับตัว และความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดชีวิต ระบบที่ยึดหลักสูตรแข็งและตัวชี้วัดคงที่ จึงเดินตามหลังความต้องการของโลกอยู่เสมอ
2. ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึง
อาจารย์ลือชัยเล่าว่า ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ถูกกันออกจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ชาติพันธุ์ ภาษา ภูมิศาสตร์ หรือเงื่อนไขชีวิตที่ไม่ “ฟิต” กับโรงเรียนปกติที่เรียนเช้ากลับเย็นและส่งการบ้านตรงเวลา ความยืดหยุ่นที่ระบบพูดถึงในทางทฤษฎี ยังไม่เคยเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่กีดกันคนเหล่านี้ออกไป
3. ละเลยการเติบโตด้านใน
การศึกษาสมัยใหม่มุ่งเน้นเฉพาะด้านความรู้และสติปัญญา แต่แทบไม่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางจิตใจ อารมณ์ และความสัมพันธ์ เด็กจบมาพร้อมคะแนนสอบแต่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่รู้จะจัดการความเครียดอย่างไร และไม่รู้ว่าจะอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างไรอย่างมีความสุข
4. ติดกระบวนการ ลืมสาระ
ระบบการศึกษาให้ความสำคัญกับกระบวนการประเมิน ตัวชี้วัด เทคโนโลยีการสอน และนวัตกรรมต่างๆ จนลืมถามคำถามที่สำคัญที่สุดว่า “การเรียนรู้ที่แท้จริงคืออะไร” และ “สิ่งที่เราทำอยู่นั้นนำไปสู่การเรียนรู้จริงหรือเปล่า” เครื่องมือกลายเป็นเป้าหมาย แทนที่จะเป็นสื่อกลางไปสู่เป้าหมาย
ทำให้ “เสร็จ” แต่ไม่ “สำเร็จ”: เมื่อระบบตอบตัวชี้วัดแทนที่จะตอบเด็ก
ยกตัวอย่างโครงการ Triple P ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาทักษะการดูแลบุตรหลานสำหรับผู้ปกครอง หน่วยงานราชการรับโครงการนี้ไปดำเนินการโดยรวบรวมผู้ปกครองและเด็กกว่า 40คู่ มานั่งในห้องฟังวิทยากร จากสาธารณสุขบรรยายนาน 1-2 ชั่วโมง จากนั้นก็เสร็จสิ้น ตัวชี้วัดของหน่วยงานถูกบรรลุ งบประมาณถูกใช้ไปตามแผน แต่เป้าหมายที่แท้จริงของโครงการกลับไม่เกิดขึ้น
ในห้องประชุมนั้นมีตาคนหนึ่งเลี้ยงหลาน 3 คน เพราะลูกทั้งสามทิ้งไว้ให้เลี้ยงแล้วไปไหนไม่รู้ มีคนอื่นที่รับเลี้ยงเด็กเป็นลูกจ้างของญาติ ซึ่งสภาพชีวิตที่ซับซ้อนเหล่านี้ ไม่อาจถูกแก้ด้วยการบรรยายในห้องประชุม วิทยากรมีเวลาจำกัด งบประมาณจำกัด และหน้าที่งานอื่นอีกมาก สิ่งที่ทำได้จึงมีแค่นี้
“ระบบที่เป็นอยู่ มันทำให้ ‘เสร็จ’ แต่ไม่ ‘สำเร็จ’ ตอบตัวชี้วัดได้หมด แต่ไม่ได้ทำให้เด็กดีขึ้นจริง” อาจารย์ลือชัยกล่าวเสริมว่า ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัววิทยากรหรือเจ้าหน้าที่ แต่อยู่ที่โครงสร้างระบบที่วัดความสำเร็จด้วย “การทำเสร็จ” แทนที่จะวัดด้วย “การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตเด็ก” เมื่อกรอบงบประมาณ เป้าหมาย และตัวชี้วัดที่ถูกตั้งขึ้น โดยไม่ถามว่าเด็กดีขึ้นจริงหรือเปล่า ผู้ปฏิบัติงานก็ไม่มีทางเลือก นอกจากทำงานให้ “เสร็จ” ตามที่ระบบกำหนด
นี่คือสัญลักษณ์ของระบบที่เอา “วิธีการและตัวชี้วัด” เป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอา “เด็กและเป้าหมาย” เป็นตัวตั้ง ผลก็คือเงินงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปโดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในชีวิตของผู้คน
การศึกษาที่ยืดหยุ่น ในระบบที่ไม่ยืดหยุ่น
“การศึกษาที่ยืดหยุ่น” เป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการการศึกษา แต่อาจารย์ลือชัยตั้งคำถามชวนคิดว่า ก่อนที่จะพูดถึงการทำให้ยืดหยุ่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า ทำไมการศึกษาถึงต้องยืดหยุ่น? และยืดหยุ่นเพื่ออะไร?
คำตอบคือ ธรรมชาติของการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องสอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน บริบทชีวิตของผู้เรียน และเป้าหมายที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลและชุมชน ระบบที่ยืดหยุ่นจึงหมายถึงการเอาผู้เรียนเป็นฐาน เอาการเรียนรู้เป็นหัวใจ และยอมรับว่าเส้นทางสู่เป้าหมายย่อมมีได้หลายเส้นทาง
โดยยกตัวอย่างของระบบคอมพิวเตอร์ เพื่ออธิบายความท้าทายนี้ว่า ระบบการศึกษากระแสหลักคือ “OS” หรือระบบปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตคนตามมาตรฐานกลาง มีแนวดิ่ง มีการบังคับบัญชาจากบนลงล่าง และวัดความสำเร็จด้วยตัวชี้วัดเดียวกันทั่วประเทศ
ส่วนการศึกษาที่ยืดหยุ่นคือ “Application” ที่พยายามจะทำงานบน OS นั้น ผลที่ตามมาคือ Application มักจะ Crash หรือทำงานได้อย่างฝืดๆ เพราะมันไม่ Compatible กับ OS ที่มีอยู่ ครูที่อยากสอนแบบเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง จึงมักพบกำแพงของตัวชี้วัด ตารางสอน และการประเมินมาตรฐานที่บล็อกการทดลองใหม่ ๆ โรงเรียนที่อยากออกแบบหลักสูตรเอง ก็ต้องชนเพดานของระเบียบกระทรวง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าควรล้มเลิก
อาจารย์ลือชัยแนะนำแนวทางสำหรับผู้ที่อยากขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสองระยะ
ระยะแรกคือ การเข้าใจให้ชัดว่าระบบปัจจุบันมีวิกฤตตรงไหน มีข้อจำกัดอะไรและการศึกษาที่ยืดหยุ่น จะช่วยพาไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงได้อย่างไร หัวใจสำคัญคือ ถ้าเราเอาเด็กเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เราจะมีแรงจูงใจพอที่จะลองทำสิ่งใหม่แม้จะยากก็ตาม
| ระยะที่ 1 เข้าใจข้อจำกัดของระบบเห็นวิกฤตของการศึกษากระแสหลัก เอาเด็กเป็นเป้าหมาย แล้วจะมีพลังพอที่จะทดลองสิ่งใหม่แม้จะเจอแรงต้าน | ระยะที่ 2 เปลี่ยน OSเปลี่ยนฐานคิดในระดับนโยบายและโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้เวลาและความร่วมมือในระดับสังคม |
ส่วนระยะยาว อาจารย์ลือชัยเชื่อว่า จำเป็นต้องเปลี่ยน OS จริง ๆ คือเปลี่ยนฐานคิดในระดับนโยบาย กฎระเบียบ และวิธีที่สังคมมองการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้เวลาและต้องการการมีส่วนร่วมของผู้คนในทุกระดับ
แก้ไขที่รากหรือแค่ดับไฟ: โมเดลภูเขาน้ำแข็งของการปฏิรูป
อาจารย์ลือชัยใช้ภาพของ “ภูเขาน้ำแข็ง” เพื่ออธิบายว่า เหตุใดการปฏิรูปการศึกษาหลายรอบในประเทศไทย จึงไม่ประสบความสำเร็จ สังคมมักมองเห็นแต่ยอดที่โผล่พ้นน้ำ ได้แก่ ความรุนแรงในครอบครัว การติดยาเสพติด เด็กออกกลางคัน ผลการเรียนต่ำ หรืออาชญากรรม แล้วรีบสร้างหน่วยกู้ภัยมาจัดการกับปรากฏการณ์เหล่านั้น
แต่ส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามาก กลับถูกมองข้ามไป ส่วนนั้นประกอบด้วย รูปแบบพฤติกรรมที่สืบทอดมาข้ามรุ่น โครงสร้างระบบที่ผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำ และที่อยู่ลึกที่สุดคือ “ฐานคิด” หรือกรอบความคิดที่มองการศึกษาเป็นการผลิตคนให้ตรงตามมาตรฐานที่รัฐกำหนด
การปฏิรูปที่ผ่านมาจึงทำงานอยู่แค่ที่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนหลักสูตร การเพิ่มตัวชี้วัดใหม่ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในห้องเรียน หรือการสร้างโครงการ Parenting Education ล้วนเป็นการแก้ในระดับเทคนิค ขณะที่ฐานคิดที่อยู่ลึกที่สุดยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง และยังคงผลิตปัญหาชุดเดิมออกมาอยู่เรื่อยๆ
“การแก้ปัญหาระยะสั้นก็ทำได้ แต่ทำวนซ้ำกับการแก้เทคนิค โดยไม่ตั้งคำถามกับฐานคิด ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ ซึ่งไม่ใช่แค่สังคมไทย แต่หมายถึงสังคมโลกด้วย” อาจารย์ลือชัยกล่าว
พร้อมทิ้งท้ายถึงถึงนักนโยบาย นักการศึกษา และผู้ที่ทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ตั้งคำถามที่ยากกว่านี้ว่า นโยบายหรือโครงการที่กำลังสร้างขึ้นนั้นอยู่บนฐานคิดอะไร? ฐานคิดนั้นตอบโจทย์ที่แท้จริงของเด็กหรือเปล่า? และหากเสนอทางออกใหม่โดยไม่ตั้งคำถามกับฐานคิด ก็มีความเสี่ยงที่จะไปทำให้ฐานคิดเดิมแข็งแกร่งขึ้นไปอีก
เอาเด็กเป็นตัวตั้ง: กุญแจสู่การศึกษาที่งอกงาม
“การศึกษาที่งอกงาม” ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่หรือโครงการใหม่ แต่คือ การกลับมาตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดว่า การศึกษาที่แท้จริงควรทำอะไร และเพื่อใคร
คำตอบในมุมมองของอาจารย์นั้นชัดเจน ได้แก่ การทำให้เด็กค้นพบตัวเอง มีความสุข มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น และสามารถอยู่ในโลกได้อย่างมีความหมาย เพื่อให้เกิดสิ่งนั้น ระบบการศึกษาต้องมีสามสิ่งควบคู่กัน ได้แก่ เสรีภาพและอิสรภาพ ในการตัดสินใจในระดับพื้นที่ การมองปัญหาเป็นตัวตั้งแทนที่จะมองตัวชี้วัดเป็นตัวตั้ง รวมถึงการการยอมรับ ธรรมชาติของผู้เรียน ว่าแต่ละคนแตกต่างกัน บริบทชีวิตแตกต่างกัน ซึ่งเป้าหมายของแต่ละชุมชนแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน
พร้อมกับชี้ให้เห็นด้วยว่า ตัวชี้วัดที่แท้จริงของการศึกษาที่ดีนั้นง่ายกว่าที่คิด เพียงถามว่าเด็กมีความสุขจริงไหม เด็กมีความเบิกบาน เด็กค้นหาตัวเองได้ไหม เด็กพัฒนาขึ้นจริงหรือเปล่า แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าสิ่งที่ทำไปนั้นได้ผลหรือไม่ ส่วนป้ายหน้าโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเด็กที่สอบได้อันดับต้นๆ นั้น ต้องลองกลับมาตั้งคำถาม ถึงเด็กอีก 500 คนว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไร
เมื่อเราเริ่มมองเห็นเด็กทุกคน ไม่ใช่แค่เด็กที่โดดเด่น แต่ถ้าเราเริ่มถามว่าเด็กแต่ละคนต้องการอะไร ไม่ใช่ถามว่า ระบบต้องการอะไรจากเด็ก เราก็เริ่มมองการศึกษาในแบบที่มันควรจะเป็น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง



