,

‘ความคิดสร้างสรรค์’ ประตูบานแรกของการจุดประกายการเรียนรู้

เมื่อกล่าวถึง ‘ความคิดสร้างสรรค์’ หลายคนอาจเข้าใจว่าการมีความคิดสร้างสรรค์คือ ‘พรสวรรค์’ อย่างหนึ่ง หรือเป็นสิ่งที่มีเฉพาะบุคคล ทว่า ในความจริงแล้ว ‘ความคิดสร้างสรรค์’ เป็นสิ่งสามัญที่อยู่ในตัวของทุกคน เพียงแต่เราอาจไม่มีพื้นที่ให้ได้ฝึกฝนทักษะนี้มากพอ โดยเฉพาะเมื่อระบบการศึกษาไม่เอื้อให้ทักษะนี้มีที่ทางหรือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การทำงานเพื่อฟื้นคืนให้ทักษะสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และทำให้เกิดขึ้นทั้งจากตัวครูและผู้เรียน จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของวิชา ‘การออกแบบห้องเรียนสร้างสรรค์’ 

ความเชื่อสำคัญที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นแก่นสำคัญของวิชานี้ มีรากฐานมาจากแนวคิดของ เคน โรบินสัน (Ken Robinson) นักการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเชื่อว่า “มนุษย์โดยปกติมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวตั้งแต่กำเนิด แต่มันถูกฆ่าตายเมื่อเข้าถึงระบบการศึกษา การศึกษาที่มุ่งเน้นแต่การวัดผลการศึกษา แน่นอนอาจมีเด็กที่รอดจากระบบ แต่เด็กจำนวนมากกลายเป็นผู้แพ้ในระบบ หายไปจากระบบ ระบบการศึกษามันกำลังทำลายความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์” (ที่มา: มูลนิธิสื่อชาวบ้าน(มะขามป้อม)) 

บทความนี้จึง​​ชวนทำความเข้าใจและแลกเปลี่ยนกับ คุณก๋วย – พฤหัส พหลกุลบุตร เลขาธิการสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) เจ้าของรายวิชา ‘การออกแบบห้องเรียนสร้างสรรค์’ ภายใต้โครงการโรงเรียนปล่อยแสง กทม. ผู้มุ่งมั่นทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ให้ครูเห็นว่า ทำไมความคิดสร้างสรรค์สำคัญกับการเรียนรู้ และครูสามารถสร้างห้องเรียนที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์

เมื่อกล่าวถึง ‘ความคิดสร้างสรรค์’ มักมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับทักษะดังกล่าว เช่นว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของคนพิเศษหรือเป็นพรสรรค์ส่วนบุคคล ความคิดสร้างสรรค์มีความเกี่ยวข้องกับงานด้านศิลปะเท่านั้น ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่ไม่สามารถสอนกันได้ และความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของการแสดงออกของตัวตนอย่างไร้กรอบ

ต่อความเข้าใจผิดดังกล่าว เคนพยายามชี้ให้เห็นว่า ความเข้าใจข้างต้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ทว่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการดึงพลังหลายอย่างที่เราล้วนมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน ความคิดสร้างสรรค์เกิดได้ในทุกแขนงของชีวิตมนุษย์ ทั้งในวิทยาศาสตร์ ศิลปะ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี การทำอาหาร การเมือง การสอน หรือธุรกิจ อาจกล่าวได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นเช่นเดียวกับศักยภาพอื่น ๆ ของมนุษย์ที่สามารถสร้างขึ้นมาและฝึกฝนขัดเกลาได้ โดยการนำทักษะ ความรู้ และความคิดมาใช้จนมีความเชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ แม้ว่าความคิดสร้างสรรค์มักเกี่ยวข้อกับ ‘สิ่งแปลกใหม่’ ทว่า ความแปลกใหม่นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนโลกใบนี้ สิ่งสำคัญคือ ต้องเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับเจ้าของความคิดไม่ใช่การมุ่งให้คนอื่นตัดสินเป็นหลัก อีกทั้งความคิดสร้างสรรค์ยังต้องเกี่ยวข้องกับความสามารถที่จะประเมินค่าโดยใช้ความคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อตรวจสอบและบอกได้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นดีหรือไม่ เรากำลังทำอะไรอยู่ และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่เป็นไปตามภาพที่จินตนาการไว้ ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่มีพลวัต จำเป็นต้องอาศัยการสร้างความเชื่อมโยงใหม่ๆ ข้ามกรอบจำกัดของศาสตร์ใดเพียงศาสตร์เดียวเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว หากบอกว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสร้างและบ่มเพาะให้เกิดทักษะดังกล่าวได้ แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เรามีทักษะดังกล่าวที่ต่างกัน ?

เคน เสนอว่า ความกระหายที่จะค้นพบสิ่งใหม่และความหลงใหลในงานที่กำลังทำอยู่ คือตัวขับเคลื่อนที่แท้จริงของความคิดสร้างสรรค์ กล่าวคือ หากนักเรียนมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ เขาก็จะพยายามฝึกฝนจนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานนั้น ๆ ความชำนาญจะยิ่งมีเพิ่มมากยิ่งขึ้นตามระดับความทะเยอทะยานในการสร้างสรรค์ที่อยู่ในตัวผู้เรียน ซึ่งจะทำให้เราพบกระบวนการสร้างสรรค์ที่ได้จากการสอนในทุกวิชา ตั้งแต่วิชาฟุตบอลจนถึงวิชาเคมี

เราต่างล้วนเคยถูกทำลายความคิดสร้างสรรค์

แนวคิดเรื่อง ‘ใครฆ่าความคิดสร้างสรรค์’ มีที่มาจากแนวคิดของ เคน โรบินสัน (Ken Robinson) ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ที่เติบโตและงอกงามอยู่ในตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ ‘ระบบการศึกษา’ คือ สิ่งที่เข้าไปฆ่าและทำลายทักษะนี้ให้ลดลง

ปัจจัยในระบบการศึกษาที่เปรียบเสมือนตัวการ ‘ฆ่า’ ความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพของห้องเรียน เช่น การจัดที่นั่งเรียนแบบ 50 คน ซึ่งไม่เอื้อให้เกิดกระบวนการคิดสร้างสรรค์ ภาระหน้าที่ของครูที่ต้องมุ่งเน้นการสอนเพื่อตอบสนองตัวชี้วัดที่ถูกกำหนดมาและภาระงานเอกสารต่าง ๆ หลักสูตรและกิจกรรมที่ถูกบังคับตายตัว ซึ่งเป็นตัวขัดขวางและไม่ส่งเสริมโอกาสในการฝึกฝนทักษะ รวมถึงระบบการผลิตครูที่มีความเป็นราชการสูง ทำให้ตัวครูเองก็ขาดทักษะและไม่เคยได้รับการบ่มเพาะเรื่องนี้มาก่อน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวงจรการทำลายความคิดสร้างสรรค์นี้ ส่งผลต่อทั้งนักเรียนและครู กล่าวคือ นักเรียนเติบโตมาโดยขาดทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต เช่น ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ไม่มีทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) และขาดการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ขณะเดียวกัน นักเรียนที่เคยตกเป็นผู้ถูกกระทำหรือถูกทำลายความคิดสร้างสรรค์ในวัยเรียน เมื่อเติบโตขึ้นมาประกอบวิชาชีพครูในระบบเดิม ก็มีโอกาสที่พวกเขาจะเผลอไป ‘ฆ่า’ หรือ ‘ทำลาย’ ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนรุ่นต่อไปโดยไม่รู้ตัว

อาจกล่าวได้ว่า ตัวการสำคัญที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนไม่ใช่ ‘ตัวครู’ แต่มันคือ ‘ระบบ’ ที่ไม่เอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ความคิดสร้างสรรค์สามารถถูกบ่มเพาะให้แก่นักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังไม่เอื้อให้ครูได้กลับมาใช้ศักยภาพดังกล่าว เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับนักเรียน

ความคิดสร้างสรรค์สำคัญต่อการเรียนรู้อย่างไร

ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ โดยเปรียบเสมือนเป็น ‘รากฐาน’ (Foundation) ที่จำเป็นทั้งต่อครูและนักเรียน ซึ่งมีความสำคัญดังนี้

(1) ความคิดสร้างสรรค์เป็น ‘ประตูบานแรก’ ของการเรียนรู้ กล่าวคือ ความคิดสร้างสรรค์เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยดึงดูดความสนใจของนักเรียน ทำให้การเรียนรู้ดูสนุก มีสีสัน มีความน่าสนใจ และเป็นสิ่งที่นักเรียนชื่นชอบ ซึ่งในมิตินี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนในครั้งนั้น ๆ

(2) ความคิดสร้างสรรค์ช่วยพลิกโฉมการออกแบบการสอน (Learning Design) กล่าวคือ  ความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้ครูเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการนำเนื้อหาเป็นตัวตั้งต้นนำ มาสู่การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากไอเดียสนุก ๆ หรือเริ่มจากสิ่งรอบตัว เช่น การตั้งคำถามว่าแจกันหนึ่งใบเอาไปทำอะไรได้บ้าง? แล้วจึงค่อยเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหาวิชาอย่างวิทยาศาสตร์หรือสังคม กิจกรรมนำเล็ก ๆ เหล่านี้ ช่วยลดความกดดันให้กับครู ทำให้ครูสนุกกับการออกแบบการสอน ทำงานได้ง่ายขึ้น และมีความสุขกับวิชาชีพมากขึ้น

(3) ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะแห่งอนาคตและเป็นเครื่องมือในการหาความรู้ กล่าวคือ  การเรียนรู้ที่เน้นทักษะและความคิดสร้างสรรค์ เปรียบเสมือน ‘การเรียนรู้วิธีการเรียนรู้’ (Learning how to learn) ซึ่งเป็นสมรรถนะที่จะติดตัวนักเรียนไปตลอด หากว่านักเรียนมีพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ที่แข็งแร็งแล้ว ในอนาคตพวกเขาสามารถค้นหา หรือ ‘คีบ’ เอาเนื้อหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อเอาตัวรอดได้ด้วยตนเองในภายหลัง

(4) ความคิดสร้างสรรค์กระตุ้นให้เกิดบรรยากาศ Active Learning กล่าวคือ การนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้จะช่วยเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในห้องเรียน ส่งผลให้ผู้เรียนมีความมั่นใจมากขึ้น นำไปสู่การเรียนรู้แบบ Active Learning และช่วยพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ ของนักเรียนตามมาด้วยเช่นกัน

(5) ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถใช้เพื่อรับมือและต่อยอดการใช้งาน AI ได้ กล่าวคือ ในยุคที่นักเรียนสามารถคัดลอกคำตอบจาก AI มาส่งครูได้อย่างง่ายดาย ความคิดสร้างสรรค์คือทักษะการคิดชั้นสูงที่จะช่วยให้นักเรียนไม่ลอกข้อมูลมาใช้แบบทั้งก้อน แต่จะช่วยให้พวกเขามีทักษะในการนำข้อมูลดิบเหล่านั้นมาประมวลผล กลั่นกรอง ปรับแก้ และประกอบสร้างขึ้นมาเป็นสิ่งใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘การออกแบบห้องเรียนสร้างสรรค์’ เพื่อฟื้นคืนความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ครู

คุณก๋วยเน้นย้ำว่า การออกแบบห้องเรียนสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยีหรูหราหรือการต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ราคาแพง แต่หัวใจสำคัญ คือ การสร้างบรรยากาศและระบบนิเวศที่เอื้อให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์’ ผ่านการเปลี่ยนบทบาทของครูให้เป็น ‘นักออกแบบการเรียนรู้’ โดยมีหลักการและเครื่องมือที่มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องและแพร่หลาย ซึ่งครูสามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้

(1) เปลี่ยนห้องเรียนให้มีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่ ความสนุก การเรียนรู้ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ โดยเน้นความสร้างสรรค์หรือความแปลกใหม่เพื่อดึงดูดความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นตัวนำ นอกจากนี้ ควรลดสัดส่วนการสอนแบบเน้นเนื้อหา (Content-based) ลง  และให้ความสำคัญกับการฝึกทักษะ (Skill-based) มากขึ้น

(2) การใช้หลักการ ‘3 ก’ เป็นหลักการในการออกแบบห้องเรียน ได้แก่ 

  • ก. เกม (Game) โดยใช้เกมเป็นสื่อกลางในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย สร้างความสนุก และสร้างปฏิสัมพันธ์ 
  • ก. กิจกรรม (Activity) คือ สมการของ ‘เกม + เนื้อหา’ เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือทำผ่านหลักการ 3H (Head, Hand, Heart) ซึ่งจะช่วยให้เด็กจดจำความรู้ ผ่านความรู้สึกและประสบการณ์จากการได้ลงมือทำ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจและเกิดความจำได้ยาวนานกว่าการจำด้วยสมองเพียงอย่างเดียว
  • ก. กระบวนการ (Process) คือ การนำเกมและกิจกรรมมาร้อยเรียงกัน โดยมีเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจน และให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรง

(3) การใช้เครื่องมือ ‘Learning Curve’ สำหรับการวางแผนสอนและการออกแบบกิจกรรม ที่สามารถวางโครงสร้างตามเส้นทางการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่

  • Introduction: ขั้นของการสร้างความพร้อมของผู้เรียน และเกริ่นถึงหัวข้อที่จะเรียนรู้
  • Stimulation: ขั้นของการ ‘แหย่’ ให้อยากรู้เกี่ยวกับเนื้อหาหรือหัวข้อที่จะสอน ซึ่งอาจทำผ่านกิจกรรมหรือเกม
  • Learning: ขั้นของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนที่เส้นโค้งจะอยู่ในขั้นที่ขึ้นสูงสุด เน้นเนื้อหาหรือสาระหลักของหัวข้อที่เรียนในครั้งนั้น ๆ
  • Conclusion: ขั้นของการทบทวนและถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน
  • Apply: ขั้นของชวนให้นักเรียนนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

(4) การพลิกแพลงสิ่งรอบตัวเพื่อนำมาออกแบบกระบวนการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SCAMPER ซึ่งไม่จำเป็นต้องหาของใหม่ตลอดเวลา แต่ให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์บิดมุมมองหรือสิ่งที่มีอยู่เดิม โดยมีหลักการสำคัญประกอบด้วย

  • Substitute (แทนที่): การเปลี่ยนของที่คุ้นเคยเป็นสิ่งใหม่ เช่น เปลี่ยนให้เด็กเขียนคำตอบบนกระจกหรือหน้าต่างแทนกระดาษ หรือการใช้ตัวต่อเลโก้อธิบายแทนตัวหนังสือ
  • Combine (ผสมผสาน): การจับสิ่งต่างประเภทมาผสมผสานรวมกัน เช่น การนำกิจกรรมการอ่านออกเสียงไปรวมกับบรรยากาศรายการ The Voice หรือเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับสังคมศึกษา
  • Adapt (ปรับเปลี่ยน): การดัดแปลงวิธีการให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น เปลี่ยนการยืนพรีเซนต์หน้าห้องเป็นการทำ ‘World Cafe’ หรือเปลี่ยนโจทย์อ่านจับใจความเป็นการวิเคราะห์เนื้อเพลงแทน
  • Modify/Magnify/Minify (ขยาย-ลดขนาด): การปรับขนาดกิจกรรมให้ใหญ่ขึ้นเพื่อสร้างพลังร่วม หรือการย่อขนาดใบงานให้เล็กลงกระชับขึ้น เพื่อความเข้าใจที่เร็วขึ้น
  • Put to other uses (ใช้งานรูปแบบอื่น): การพลิกแพลงของเดิม เช่น นำเศษวัสดุมาสร้างโมเดลวิทยาศาสตร์ หรือนำยางรถยนต์มาทำสนามเด็กเล่น
  • Eliminate (ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น): การตัดเสียงครูที่อธิบายยืดยาว หรือลดภาระงานที่ไม่จำเป็นออก เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิด ลงมือทำ และมีสมาธิมากขึ้น
  • Reverse/Rearrange (สลับลำดับขั้นตอน): การท้าทายวิธีสอนเดิม ๆ โดยให้เด็กเจอโจทย์ ปัญหา หรือได้ลงมือทำกิจกรรมก่อน แล้วค่อยถอดบทเรียนและสรุปทฤษฎีทีหลัง เพื่อให้เด็กอินกับเนื้อหามากขึ้น

(5) ผนวกกระบวนการละคร (Creative Drama) โดยการใช้ทักษะการละครเพื่อช่วยดึงศักยภาพและจินตนาการของนักเรียน ด้วยการให้นักเรียนออกแบบละคร 3 ฉากง่าย ๆ ที่มีองค์ประกอบของ (1) Start เริ่มเรื่อง (2) Story จุดไคลแม็กซ์ และ (3) Stop จุดจบ โดยการใช้ร่างกายตนเองเป็นหลักในการแสดง ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อื่น ซึ่งกระบวนการเช่นนี้จะช่วยให้นักเรียนได้จดจำความรู้ได้ดีกว่าการอ่านจากหนังสือเพียงอย่างเดียว

ภาพฝันที่อยากให้เกิดขึ้นจากรายวิชานี้

ในท้ายที่สุด คุณก๋วยในฐานะผู้ที่มุ่งทำงานเรื่องความคิดสร้างสรรค์กับครูในระบบการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ได้ฉายให้เห็นความคาดหวังที่จะเกิดขึ้นจากทำงานผ่านรายวิชานี้ใน 2 มิติหลัก ได้แก่

มิติที่เกิดขึ้นกับครู คุณก๋วยชี้ให้เห็นว่า โดยหน้าที่แล้วครูคือ ‘นักออกแบบการเรียนรู้’ (Learning Designer) แต่ที่ผ่านมาอาจไม่เคยถูกฝึกฝนในเรื่องนี้มากนัก ทำให้การเตรียมการสอนเป็นเรื่องเหนื่อยและตัน จึงหวังว่าวิชานี้จะช่วยให้ครูสนุกกับการออกแบบการสอนมากขึ้น ทำได้ง่ายขึ้น และได้ผลจริง ซึ่งจะนำไปสู่การมีความสุขกับวิชาชีพ มีความสุขกับการสอน และทำให้ครูมองเห็นคุณค่าว่าสิ่งที่ตนเองออกแบบและเตรียมมานั้น ส่งผลดีต่อนักเรียนได้อย่างไร อาจกล่าวได้ว่า เป้าหมายหนึ่งที่สำคัญคืออยากให้ครูมีความรู้สึกที่ดีขึ้นกับวิชาชีพของตัวเอง

มิติที่เกิดขึ้นกับนักเรียน คุณก๋วยเชื่อว่า หากครูลองนำกระบวนการออกแบบห้องเรียนสร้างสรรค์ไปใช้กับนักเรียน แม้เพียงเล็กน้อยก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในห้องเรียน กล่าวคือ เมื่อครูสนุกกับการสอนมากขึ้น นักเรียนก็จะได้รับความรู้สึกนั้นไปด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การจุดประกายการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียน และจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะด้านอื่นต่อไป

แหล่งที่มาเพิ่มเติม:

  • โรงเรียนบันดาลใจ (Creative Schools) โดย Ken Robinson และ Lou Aronica
  • ห้องเรียนสร้างสรรค์คือสวรรค์และแสงสว่าง https://makhampom.org/creative-classroom-story/

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ