, , ,

เมื่อจุดประสงค์ข้อแรกคือ ‘ความสุขของนักเรียน’ ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยน 

คุยกับ ปู–พจนารถ ภูสาริ ผู้อำนวยการโรงเรียนรวมบัณฑิตศึกษา จ.กาฬสินธุ์

______________________________________________________

“วันนี้โรงเรียนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้สอดรับกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป”

ถ้อยคำบางส่วนของ ผอ.ปู–พจนารถ ภูสาริ ผู้อำนวยการโรงเรียนรวมบัณฑิตศึกษา โรงเรียนเอกชนในอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ บุคคลที่มักปรากฏตัวอยู่เสมอในวงสนทนาเล็กๆ และกิจกรรมของ “โหนดก่อการครูกาฬสินธุ์” หนึ่งในโหนดของก่ อการครูที่ทำงานด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง

ในการเข้าร่วมวงคุยแต่ละครั้ง ผอ.ปูไม่ได้มาในบทบาทผู้บริหารที่ขึ้นกล่าวเปิดงานหรือปาฐกถา หากแต่สมัครมาในฐานะผู้ร่วมวงคนหนึ่ง ฟัง ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยน และเรียนรู้ไปพร้อมกับคนอื่น ๆ ความสนใจที่พ่วงมากับความบังเอิญ พาให้เขาเข้าไปมีส่วนร่วมในวงสนทนาเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ ก่อนจะค่อยๆ หยิบเอาแนวคิดใหม่ๆ ที่ได้จากกิจกรรม กลับไปทดลองใช้ในโรงเรียนของตัวเอง  

แม้จะทำงานเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมาแล้วอย่างยาวนาน แต่เส้นทางชีวิตของผอ.ปูก็ไม่ได้เริ่มต้นจากสายครูโดยตรง หากเติบโตมาจากการเป็นเด็กกาฬสินธุ์ที่ออกไปเรียนมัธยมในจังหวัดขอนแก่น ใช้ชีวิตแบบเด็กหลังห้องที่ผูกพันกับกิจกรรม ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง กรุงเทพฯ และทำงานหลากหลาย ทั้งงานออกแบบ ไปจนถึงงานเขียน 

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดอิ่มตัว เขาตัดสินใจกลับบ้าน และร่วมกับครอบครัวเปิดโรงเรียนเอกชนในอำเภอห้วยเม็ก เมื่อปี 2546 เส้นทางกว่า 20 ปีหลังจากนั้น คือการเรียนรู้จากหน้างานจริง การปรับตัวกับบริบทที่เปลี่ยนไป และการค่อย ๆ เติมองค์ความรู้ด้านการศึกษาไปพร้อมกับบทบาทที่เติบโตขึ้นในแต่ละช่วงเวลา จนถึงวันนี้เขาคิดว่าโรงเรียนถึงเวลาเปลี่ยนแปลง 

บทสนทนาต่อจากนี้ ชวนทำความเข้าใจ ผอ.ปู ในหลากแง่หลายมุมเกี่ยวกับการศึกษาผ่านประสบการณ์ทำงานมาอย่างยาวนาน และการริเริ่มออกแบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ขึ้นในโรงเรียน เขามองความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาบ้านเราอย่างไรบ้าง และเหตุใด “การเปลี่ยนแปลง” จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของโรงเรียนในวันนี้  

“พอลองเปลี่ยนจุดประสงค์ โดยเริ่มจากความสุขของนักเรียนเป็นข้อแรก 

ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยน”

ความอยาก(เรียน)รู้ เริ่มจากความสนใจ 

จุดเริ่มต้นที่พา ผอ.ปู มารู้จักกับ “ก่อการครูกาฬสินธุ์” ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะไปเรียนรู้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ หากเริ่มจากตอนตัดสินใจเลือกกิจกรรมประจำปีของโรงเรียนให้กับนักเรียน ผอ.ปู รู้ดีว่าเด็กเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ ปีตามความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมที่ซับซ้อน กิจกรรมประจำปีแบบเดิม ๆ จึงไม่ใช่ภาษาที่เด็กอยากฟังอีกต่อไป 

“ทุกปีโรงเรียนจะมีอบรมธรรมะ แต่สำหรับเด็กจำนวนหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่ “ต้องนั่งฟัง” มากกว่าจะเป็นสิ่งที่อยากรู้”

ผอ.ปูเลยอยากลองเปลี่ยนโจทย์ ประจวบกับมีครูที่เคยทำงานในโรงเรียนรู้จักกับก่อการครูกาฬสินธุ์ ในช่วงปี 2566 จึงมีการชวนทีมก่อการครูกาฬสินธุ์มาจัดอบรมนักเรียนเรื่องทักษะอาชีพให้เด็ก “ตอนนั้นเราก็คิดแค่ว่าถ้าเริ่มจากสิ่งที่เด็กจับต้องได้ เด็กจะขยับเข้าหาการเรียนรู้มากขึ้นไหม” 

แต่ภาพที่เกิดขึ้นหลังการอบรมครั้งนั้นกลับทำให้ผอ.งงอยู่พักใหญ่ เพราะกิจกรรมไม่ได้เริ่มจากการสอนทำขนม หรือการฝึกขายของตามที่ครูหลายคนรวมถึงเขาคาดไว้ ทว่าเริ่มจากสิ่งเล็กจิ๋วอย่างใบไม้ กิ่งไม้ ก้อนหิน ซึ่งเป็นสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีสาระในสายตาคนที่คุ้นเคยกับการอบรมแบบ “ต้องได้ทักษะ”

“วันนั้นผมได้แค่ไปกล่าวเปิด และดูช่วงแรกๆ แบบงงๆ เพราะต้องไปประชุมต่อ แต่พอดูในไลน์ที่ครูส่งมาให้ทีหลัง เห็นกระบวนกรเขาเล่นกับก้อนหิน เล่นกับใบไม้ เล่นกับกิ่งไม้ เมื่อถึงเวลาถอดบทเรียน ก็เข้าใจเลยว่าสิ่งที่กระบวนกรอยากให้เด็กได้จริง ๆ คือทักษะชีวิต การรู้จักตัวเอง การเห็นตัวเองในโลก และการเริ่มคิดต่อว่าอยากเดินไปทางไหน ซึ่งเป็น “ทักษะอาชีพ” ในความหมายที่กว้างและลึกกว่าแค่การฝึกทำงานชิ้นหนึ่ง”

จากความประทับใจเล็ก ๆ ครั้งนั้น ผอ.ปูค่อยๆ เข้าไปคลุกคลีกับก่อการครูกาฬสินธุ์มากขึ้น  เริ่มตามดูความเคลื่อนไหวจากกิจกรรมต่างๆ และเกิดคำถามในใจเสมอว่า “กลุ่มคนเหล่านี้กำลังทำอะไรกันแน่” ความสงสัยนี้ไม่ได้มาจากการจับผิด หากเป็นความอยากรู้ของคนทำโรงเรียนที่เริ่มเห็นความเป็นไปได้ใหม่ นอกจากพาตัวเองไปร่วมวงแล้ว ผอ.จึงลองให้เด็กๆ ในโรงเรียนเข้าไปสัมผัสกิจกรรมจริง แล้วกลับมาเล่าว่าข้างในนั้นเกิดการเรียนรู้อย่างไร 

จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างกิจกรรมของ “ดงระแหนงวิทยา” ห้องเรียนถ่ายภาพในพื้นที่ดงป่าเสื่อมโทรมที่เขาขับรถผ่านทุกวันและรับรู้ว่ามีปัญหาเชิงพื้นที่ซ่อนอยู่ สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจสมัครเข้าร่วม กลับไม่ใช่คำใหญ่ๆ อย่างประเด็นเรื่องอนุรักษ์หรือสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็น “การถ่ายภาพ” ซึ่งเป็นความสนใจส่วนตัว และการเริ่มต้นจากความชอบเรื่องการถ่ายภาพทำให้การร่วมกิจกรรมเป็นไปอย่างสนุกสนานและทำให้ผอ.ปูเองได้ค้นพบว่า กระบวนการนี้ไม่เพียงชวนมาฝึกถ่ายภาพ แต่ทำให้เราได้เปิดใจเรียนรู้เรื่องท้องถิ่น เผู้คน และความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ  

จากการถ่ายภาพ ผอ.ปูยังร่วมกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งการวาดภาพ การสเก็ต การปั่นจักรยาน ซึ่งทั้งหมดใช้หลักการเดียวกันคือเริ่มจาก “สิ่งที่ผู้เรียนสนใจ” แล้วพาไปเจอ “เรื่องของท้องถิ่น” ผ่านสถานที่จริง ผู้คนจริง และประสบการณ์จริง จนเขาเริ่มเห็นรูปแบบว่า กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำเพื่อให้เด็กได้ทักษะเฉพาะทาง แต่ทำเพื่อให้เด็กอยากรู้ และอยากรู้ต่อ  

เมื่อปี 2568 มีงบประมาณเข้ามา เขาจึงตัดสินใจอย่างไม่ลังเลว่า จะไม่หยุดอยู่แค่การเป็นคนไปเข้าวงคุยของก่อการครูกาฬสินธุ์ แต่อยาก “ลองทำจริง” ในโรงเรียนของตัวเอง  

ติดกับดักความเคยชิน 

เมื่อความสนุกจากการเรียนรู้เกิดขึ้นกับตัวเอง ผอ.ปูจึงเริ่มตั้งใจว่าโรงเรียนรวมบัณฑิตศึกษาควรมี “กิจกรรมสักอย่าง” ที่ทำให้เด็กทุกกลุ่มได้เข้ามาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยเฉพาะเด็กมัธยมที่เป็นวัยที่ต้องการพื้นที่ทดลองมากที่สุดอีกวัยหนึ่ง เขาเลือกใช้แนวคิด “นิเวศการเรียนรู้” เป็นฐาน และให้ครูในโรงเรียนเริ่มลองไปร่วมกิจกรรมของก่อการครูกาฬสินธุ์ เพื่อกลับมารวมไอเดียและวางแผนทำภายในโรงเรียน โดยกิจกรรมที่ว่านี้โรงเรียนออกแบบในชื่อ “รวมบัณฑิตวิทยา” โดยจัดมาทั้งหมด 3 EP. และเห็นการเปลี่ยนแปลงตามลำดับ

“สำหรับ รวมบัณฑิตวิทยา Ep.1 เราตั้งชื่อว่า ‘รู้เรียน รู้เล่น รู้คิด’ แต่พอลงมือจริง ผมพบว่า ‘ความสุข’ ยังเป็นคำที่พูดง่าย แต่เอาไปวางในโครงสร้างยาก เพราะทันทีที่คิดจะทำกิจกรรม ครูหลายคนก็มักเอาเป้าหมายทางวิชาการก่อน คุณครูจะมองว่า ตัวชี้วัดวิทยาศาสตร์คืออะไร คณิตศาสตร์คืออะไร และจะเขียนจุดประสงค์อย่างไรให้ตรงตามแบบที่เคยชินมันฝังรากลึกในความคิดพวกเราที่เป็นคุณครูกันหมดแล้ว”

ผอ.ปู เน้นย้ำว่าการติดกับดักนี้ไม่ได้หมายถึงครูไม่ตั้งใจ ตรงกันข้าม ครูตั้งใจมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนที่มีวัฒนธรรมการทำงานแบบ “ต้องทำให้ดีที่สุด” และ “ต้องให้เป็นระบบ” ผอ.ปูเล่าว่าในตอนนั้นที่เริ่มทำ เขาเองก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะเริ่มยังไง เป้าหมายคืออะไร จึงปล่อยให้ครูลองออกแบบก่อน และผลลัพธ์คือแผนกิจกรรมที่สวยงามครบถ้วนตามตำราความรู้ ทักษะ เจตคติ และ learning curve ที่เรียงอย่างเป็นระเบียบ

อย่างไรก็ตาม ความ “ดี” แบบที่ปรากฏบนกระดาษ กลับไม่ได้ตอบความรู้สึกจริงของกิจกรรมในภาคสนาม “พอจัดกิจกรรมแล้วมาถอดบทเรียน มานั่งคุยกัน เราก็ ‘เอ๊ะ’ ว่ามันใช่ไหม ทำไมออกมาแบบงงๆ แต่ตอนนั้นก็ยังแอบเข้าข้างตัวเองว่า คงใช่ แต่อีกใจก็คิดว่าหรือเราจะพอแค่นี้ จบแค่นี้ ไม่ต้องปรับอะไรต่ออีก” 

ผอ.ปูสะท้อนให้เห็นความเคยชินบางอย่างในระบบการศึกษาที่ทำให้เรามักคิดว่า “ถ้าเอกสารถูกต้อง ถ้าแบบฟอร์มครบ ถ้า learning curve สวยงาม ก็น่าจะจบได้ แต่การเรียนรู้จริง ๆ ไม่ได้จบตรงนั้น เพราะมันมีอีกคำถามที่สำคัญกว่าเอกสารทั้งหมด เด็กมีชีวิตอยู่ในกิจกรรมนั้นอย่างไร เด็กอยากรู้อะไร เด็กสนุกไหม เด็กได้เห็นอะไรในตัวเองและเพื่อนบ้าง ซึ่งกิจกรรมนี้เราไม่เห็นสิ่งนั้นเลย” 

ถ้าจุดประสงค์ข้อแรก คือ ‘ความสุขของนักเรียน’ 

เมื่อ EP. 1 ไม่ค่อยเห็นผล ก็ถึงเวลาลองใหม่อีกครั้ง ผอ.ปูเล่าว่า “การกลับมาตั้งหลักใหม่” ไม่ได้เกิดจากการไปเจอทฤษฎีใหม่ที่ไหนอีก แต่เกิดจากการย้อนถามตัวเองอย่างซื่อตรงว่า 

“ตกลงแล้วตัวเราเองไปร่วมกิจกรรมของก่อการครูเพราะอะไร และอะไรที่ทำให้อยากกลับไปอีกเรื่อยๆเพราะถ้าจะพูดตามจริง เราก็ไม่ได้ไปเพราะอยากได้ความรู้เรื่องการถ่ายภาพหรือทักษะวาดภาพ อย่างเดียว แต่ที่ไปไปเพราะมันสนุก เพราะมันเชื่อมกับความสนใจของเรา และเพราะมันทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาไปกับการเรียนรู้” 

ผอ.ปูย้อนกลับไปถึงตัวเองและสะท้อนกลับมาขบคิดกับเด็กๆ ในโรงเรียนว่า “เด็กในโรงเรียนจะเข้ากิจกรรมเพราะอยากมีความรู้เรื่องประกอบอาหารจริงๆ เหรอ หรือเพราะอยากมีทักษะการขายจริงๆ เหรอ”

คำถามนี้พาเขาไปเจอ “คำตอบ” ที่ตรงไปตรงมาคือ “ผมรื้อเลย ผมชวนให้ครูลืมวิธีเขียนแผนหรือโครงการแบบเดิมไปก่อน ลืมพวกตัวชี้วัดตามหลักสูตรให้หมด แล้วกลับหัวจุดประสงค์ใหม่ โดยเอา ‘ความสุขของนักเรียนขึ้นเป็นข้อแรก’ เพราะมันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเรียนรู้ ถ้าไม่สุข ไม่อยากรู้ ถ้าไม่อยากรู้ ก็ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ไปต่อได้” 

จากนั้นผอ.ปูบอกว่า เขาเรียกครูกลับมาคุยใหม่ แล้วสั่งเปลี่ยนโจทย์ทันที โดยเริ่มจุดประสงค์ข้อแรกจากความสุข แล้วให้ครูไปคิดต่อว่าจะวัดอย่างไร จะออกแบบอย่างไร ต่อจากข้อแรก เพื่อจัดกิจกรรม รวมบัณฑิตวิทยา Ep.2 “รวมบัณฑิต ติดตลาด”  

เมื่อโจทย์เปลี่ยน ครูก็กลับไปคุยกับนักเรียนใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่นักเรียน “ทำตาม” แต่เป็นนักเรียนเริ่ม “ออกแบบ” ด้วยตัวเอง ตั้งแต่จะขายอะไร จะจัดร้านแบบไหน จะแบ่งงานยังไง โดยธรรมชาติของโรงเรียนที่เด็กไม่ได้เก่งด้านเดียวกันทั้งหมด กลับกลายเป็นโอกาสให้เด็กได้เห็นคุณค่าของบทบาทที่หลากหลาย เพราะงานตลาดต้องการทั้งคนทำแรงงาน ต้องการคนคิดบัญชี ต้องการคนจัดตกแต่ง ต้องการคนพูดเก่งทำประชาสัมพันธ์ 

“กลายเป็นว่าเป็นกิจกรรมกรรมที่เด็กคิดออกแบบกันเองว่าจะขายแบบไหน จะจัดร้านแบบไหนคนออกแบบไม่เก่งก็ช่วยยกโต๊ะ จัดการร้าน ยกถังน้ำแข็ง คนชอบเลขก็เป็นฝ่ายคิดบัญชี คนชอบศิลปะก็ตกแต่ง คนพูดเก่งก็เป็นฝ่ายขาย รุ่นน้องก็มาด้วย แล้วเด็กที่ชอบดนตรีก็เอากลอง เอากล่อง เอากีตาร์มาเปิดหมวกเหมือนบรรยากาศตลาด สุดท้ายวันนั้นร่วมกันทั้งโรงเรียน คึกคักมาก”

ภาพตลาดที่ผอ.ปูคลี่ขยายให้ฟัง ชัดเจนว่าไม่ใช่แค่การขายของ หากเป็นภาพความคึกคื้นแบบงานถนนคนเดิน มีเด็กบางกลุ่มเปิดหมวก เล่นกีตาร์ คาฮอง สนุกในแบบของตัวเอง และ ผอ.ปูยอมรับว่า ณ ตอนนั้น เขา “เข้าข้างตัวเอง” อีกครั้ง ว่านี่แหละคือความสุข แต่สิ่งที่ทำให้เขามั่นใจขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ภาพตอนตลาดเปิด แต่เป็นวันถัดมาที่ต้องถอดบทเรียน 

“เครื่องมือถอดบทเรียนที่ครูใช้กลับเรียบง่ายมาก แค่สองคำถาม “I like” กับ “I learn” ให้เด็กเขียนโพสต์อิท แปะลงกระดาษเทาขาว แค่นั้นเอง แต่สองคำถามนี้เปิดพื้นที่ให้เด็กพูดความรู้สึกและความหมายของตัวเองได้ยอะมาก โดยไม่ถูกบังคับเหมือนกับการให้เขียนใบงาน และมันเปลี่ยนมุมมองของครู เปลี่ยนมุมมองของผู้บริหาร เปลี่ยนมุมมองของการจัดการไปพร้อมกัน” 

ผอ.ปูเล่าว่า สิ่งที่เด็กเขียนบนโพสต์อิทส่วนใหญ่ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนทำงานร่วมกันต้องเจอ เช่น มีความสุขที่ได้ทำงานกับเพื่อน ได้แบ่งงานกัน ได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น ได้เรียนรู้ว่าของที่ทำมันเค็มไปต้องเติมอะไร ได้รู้จักว่าเพื่อนคนนี้เป็นแบบนี้ ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้ไม่ใช่ความรู้เชิงเนื้อหาอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้ชีวิตจริงร่วมกัน

หลังจาก EP นี้ ผอ.ปูบอกว่าเขาเริ่ม “มองภาพออก” ว่าหลักการนี้ต่อยอดได้อีกไกล โดยคำตอบยิ่งชัดขึ้นเมื่อเขาพาเด็กไปเข้าร่วมกิจกรรมกาฬสินธุ์ซิตี้วอล์ค เด็กได้เห็นพี่ๆ นักศึกษาสังคมศาสตร์ มมส. มาช่วยรันงาน   

“วันนั้นเราพาเด็กไปร่วมกิจกรรมสิบกว่าคน เป็นคณะกรรมการนักเรียนทั้งหมด พอกลับมาก็มาคุยกันสบายๆ หนูเห็นอะไรกันบ้าง ตัวประธานก็พูดขึ้นมาเลยว่า ‘เราน่าจะทำได้’ ซึ่งเป็นคำที่เด็กพูดออกมาเอง”

จากนั้นผอ.ปูก็ลองโยนโจทย์ใหญ่ให้เด็กทำจริง คือโปรเจ็กต์การไปทัศนศึกษาที่แต่ก่อนผู้ใหญ่เลือกให้เสมอ คราวนี้ให้เด็กไปคุยกันเองว่าจะไปไหน จะจัดกระบวนการยังไง แล้วให้มานำเสนอ ผอ. ในสัปดาห์ถัดไป  

สิ่งที่เด็กทำกลับเป็นการออกแบบที่เป็นระบบกลายเป็นกิจกรรม รวมบัณฑิตวิทยา Ep.3 “เรียนรู้ สู่โลกกว้าง” โดยนักเรียนเป็นคนดำเนินงานทั้งหมดเอง มีพาสปอร์ต มีจุดเช็คอิน มีการประเมิน มีการออกแบบการทัศนศึกษาด้วยตัวพวกเขาเอง และครูกลายเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าผู้ควบคุมการทัศนศึกษา

ผอ.ปูเล่าว่า ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ยิ่งมั่นใจว่า การเอาความสุขขึ้นไว้ก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ได้ทำให้การเรียนรู้ลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับทำให้เด็กอยากรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้มากยิ่งขึ้น และยิ่งอยากรับผิดชอบกับแผนของตัวเองมากขึ้นด้วย เพราะมันเป็น “แผนของเขาเอง” ไม่ใช่ของครู ไม่ใช่ของผู้บริหาร

“เด็กมีความสุข เพราะเขาได้หาวิธีการเรียนรู้แบบที่เขาสนใจ ด้วยแผนของเขาเองด้วย”

ผอ.ปูเล่าว่าหลังจากนั้นหลักคิดนี้ก็เริ่มนำไปใช้กับกิจกรรมอื่นๆ ในโรงเรียน แม้แต่กีฬาภายในก็เอาไปปรับใช้ได้ เพราะไม่ใช่แค่เทคนิคจัดกิจกรรม แต่สิ่งนี้คือ “วิธีคิด” ว่าการเรียนรู้ควรเริ่มตรงไหน

บทสนทนากับ ผอ.ปู ดำเนินมาจบที่ประโยคง่ายๆ แต่หนักแน่นที่ว่า การศึกษาที่ดีควรทำให้คน “อยากรู้” และ “ยังอยากรู้ต่อ” และหัวใจของสิ่งนั้นคือความสุขและความหมาย เป็นความสุขที่เกิดจากการได้ลงมือทำสิ่งที่สนใจ ได้เห็นตัวเองในความสัมพันธ์กับคนอื่น และได้รู้สึกว่าการเรียนรู้เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขาจริง

ผอ.ปูเล่าถึงปัญหาของการศึกษาไทยในแง่มุมที่เฝ้ามองสังเกตการณ์มาตลอดว่า “เด็กทุกคนมีความอยากรู้อยู่แล้ว แต่หลายครั้งพวกเขาไม่ได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้ หรือถูกปิดกั้นด้วยอะไรบางอย่าง บางครั้งคือระบบ บางครั้งคือแบบแผน บางครั้งคือความกลัวผิด หรือความกดดันที่มาพร้อมการวัดผล และในโลกที่องค์ความรู้เปลี่ยนตลอดเวลา “คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะให้เด็กรู้เรื่องอะไร แต่คือเราจะทำอย่างให้เด็กมีพื้นที่เรียนรู้เมื่ออยากจะรู้

ผอ. ปูยังชี้ชวนต่ออีกว่า “ความรู้จำนวนมากหลุดออกไปจากเราไปง่าย เพราะตอนที่เราได้รู้มันอาจผ่านหนังสือเรียน ผ่านห้องเรียน หรืออื่นๆ เรารู้แล้วไม่ประทับใจ รู้แล้วไม่รู้ว่ามันมีความหมายอะไรกับชีวิต เกี่ยวอะไรกับเรามากไปกว่าเป็นความรู้ชุดหนึ่ง และเมื่อไม่ประทับใจ ความรู้เหล่านั้นก็ถูกลืมหรือหล่นหายจากชีวิตเราไปในที่สุด 

“ผมจึงคิดว่า ‘ความสุข’ สำคัญมากที่จะทำให้เราจดจำการเรียนรู้และสิ่งที่ได้เรียนรู้ในแต่ละครั้งได้อย่างประทับใจ มากไปกว่านั้นมันยังทำให้เราอยากรู้ต่อและผูกพันกับการเรียนรู้” 

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ